ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ออกมาเผยว่า เขาได้โทรศัพท์คุยกับประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน เป็นเวลานานยาวถึง 1 ชั่วโมงและก็มีความหมาย นับเป็นการติดต่อกันครั้งแรกของพวกเขานับตั้งแต่สงครามของรัสเซีย-ยูเครนเริ่มต้นขึ้น
เซเลนสกีกล่าวใน Twitter ว่า “เราเชื่อว่าการเรียกร้องดังกล่าวพร้อมกับการแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำปักกิ่ง จะเป็นแรงผลักดันอันทรงพลังต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีของเรา…จีนยืนยันการเรียกร้องดังกล่าว และพร้อมยืนหยัดอยู่เคียงข้างสันติภาพเสมอ”
อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาจีนพยายามที่จะทำตัวเป็นกลางต่อการรุกรานของรัสเซียมาโดยตลอด ซึ่งต่างจากตะวันตกที่สนับสนุนยูเครนอย่างชัดเจน
ทว่าจีนก็ไม่เคยปิดซ่อนความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัสเซียหรือประณามการบุกรุกแต่อย่างใด แถมเมื่อเดือนที่แล้วประธานาธิบดีสียังได้เดินทางไปเยือนรัสเซียเป็นเวลา 2 วันอีกด้วย แม้ว่าสีจะไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะจัดหาอาวุธให้กับรัสเซียก็ตาม
หลังจากไม่กี่วันที่สีเยือนรัสเซีย เซเลนสกีก็ได้เชิญผู้นำจีนมาเยือนเคียฟเพื่อพูดคุย โดยระบุว่าทั้งสองมีการติดต่อกันก่อนเกิดสงครามเต็มรูปแบบ แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นตั้งแต่สงครามเริ่มต้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2022
เซเลนสกีกล่าวใน Twitter ว่า “เราเชื่อว่าการเรียกร้องดังกล่าวพร้อมกับการแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำปักกิ่ง จะเป็นแรงผลักดันอันทรงพลังต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีของเรา…จีนยืนยันการเรียกร้องดังกล่าว และพร้อมยืนหยัดอยู่เคียงข้างสันติภาพเสมอ”
อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาจีนพยายามที่จะทำตัวเป็นกลางต่อการรุกรานของรัสเซียมาโดยตลอด ซึ่งต่างจากตะวันตกที่สนับสนุนยูเครนอย่างชัดเจน
ทว่าจีนก็ไม่เคยปิดซ่อนความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัสเซียหรือประณามการบุกรุกแต่อย่างใด แถมเมื่อเดือนที่แล้วประธานาธิบดีสียังได้เดินทางไปเยือนรัสเซียเป็นเวลา 2 วันอีกด้วย แม้ว่าสีจะไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะจัดหาอาวุธให้กับรัสเซียก็ตาม
หลังจากไม่กี่วันที่สีเยือนรัสเซีย เซเลนสกีก็ได้เชิญผู้นำจีนมาเยือนเคียฟเพื่อพูดคุย โดยระบุว่าทั้งสองมีการติดต่อกันก่อนเกิดสงครามเต็มรูปแบบ แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นตั้งแต่สงครามเริ่มต้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2022
คุยโทรศัพท์ครั้งนี้มีนัยอะไรซ่อนอยู่?

จากการพูดคุยทางโทรศัพท์เมื่อวันพุธ (26 เม.ย.) ที่ผ่านมา โดยจีนได้อ้างคำพูดของประธานาธิบดีสีที่กล่าวว่า “จีนในฐานะประเทศส่วนใหญ่ที่มีความรับผิดชอบจะไม่ระวังไฟจากอีกด้านหนึ่ง ไม่เติมเชื้อไฟ ไม่ต้องเอ่ยถึงเลยถึงเรื่องที่จีนจะเข้ามาฉกฉวยโอกาสจากวิกฤตเพื่อผลกำไร”
ถ้อยแถลงดังกล่าวที่ออกมานั้นดูเหมือนจะเป็นการเหน็บแนมคู่แข่งระหว่างประเทศรายใหญ่ที่สุดของจีน นั่นก็คือ สหรัฐฯ ที่คอยให้ความช่วยเหลือยูเครนมากที่สุดในการตอบโต้ยูเครนต่อการรุกรานของรัสเซีย
ขณะที่ จอห์น เคอร์บี โฆษกทำเนียบขาวยินดีกับการพูดคุยทางโทรศัพท์ว่า “เป็นเรื่องที่ดี แต่ยังเร็วเกินไปหากว่าจะนำไปสู่การเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพ หรือนำไปสู่แผนหรือข้อเสนอที่มีความหมายบางอย่าง”
อย่างไรก็ดี ความเป็นไปได้ที่จีนจะช่วยยุติสงครามนั้นยังดูห่างไกล ไม่ใช่แค่เพราะรัสเซียไม่แสดงความพร้อมที่จะถอนกำลังออกจากดินแดนอธิปไตยของยูเครน ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องสำคัญจากเคียฟที่เซเลนสกีกล่าวย้ำว่า “จะไม่มีสันติภาพเกิดขึ้นจากการประนีประนอมดินแดน”
ทั้งนี้ นักวิจารณ์ยังตั้งคำถามถึงแนวคิดที่ว่าปักกิ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางอีกด้วย โดยไม่เพียงแค่อ้างถึงมิตรภาพระหว่างสีกับปูตินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการค้าที่พุ่งสูงขึ้นของจีนกับรัสเซีย และการที่จีนบอกปัดแม้แต่จะพูดถึง ‘การรุกราน’ ก็ตาม
ด้าน มาเรีย ซาคาโรวา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียกล่าวว่า “มอสโกเห็นความเห็นอกเห็นใจอย่างกว้างขวางกับแนวทางของจีน แต่กล่าวว่าอุปสรรคหลักคือ ข้อเรียกร้องที่ไม่สมจริงของเคียฟ และข้อเรียกร้องของมอสโกเองด้วย ตลอดจนการยอมรับที่จะผนวกดินแดนยูเครนรวมถึงไครเมียซึ่งถูกรุกรานในปี 2014
อย่างไรก็ตาม แผนการยุติสงคราม 12 ประการของจีนได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากยูเครนและชาติตะวันตก ทั้งยังล้มเหลวในการเสนอแผนที่ชัดเจนสำหรับความมั่นคงในอนาคตของยูเครนหรือสำหรับดินแดนที่รัสเซียยึดครอง และรวมถึงข้อเสนอที่จะยกเลิกการคว่ำบาตร
เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน หัวหน้าคณะกรรมาธิการยุโรปกล่าวว่า สีได้พูดถึงความตั้งใจของเขาที่จะพูดคุยกับผู้นำของยูเครนเมื่อเงื่อนไขและเวลาเหมาะสม
ขณะเดียวกันที่เซเลนสกีเองก็พยายามติดต่อกับสีอยู่หลายครั้ง โดยยอมรับว่าความมั่งคั่งอันมหาศาลของจีนและอิทธิพลระดับโลกอาจทำให้ผลของสงครามเปลี่ยนแปลงได้
ทางจีนเองก็ได้ประกาศความเต็มใจที่จะมีส่วนร่วมโดยตรงกับยูเครน โดยส่งผู้แทนพิเศษด้านกิจการเอเชียไปยังเคียฟและเมืองหลวงอื่นๆ เพื่อสื่อสารเชิงลึกเกี่ยวกับข้อตกลงทางการเมือง ส่วนเซเลนสกีก็ได้แต่งตั้งอดีตรัฐมนตรี พาฟโล ไรบิคิน เป็นเอกอัครราชทูตประจำกรุงปักกิ่งเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ ข่าวการโทรศัพท์ดังกล่าวได้กลายเป็นข่าวพาดหัวในสื่อของรัฐฯ ที่มีการควบคุมอย่างระมัดระวังของจีน ซึ่งได้รับการเผยแพร่การตีความการโทรของจีนด้วย
ถ้อยแถลงดังกล่าวที่ออกมานั้นดูเหมือนจะเป็นการเหน็บแนมคู่แข่งระหว่างประเทศรายใหญ่ที่สุดของจีน นั่นก็คือ สหรัฐฯ ที่คอยให้ความช่วยเหลือยูเครนมากที่สุดในการตอบโต้ยูเครนต่อการรุกรานของรัสเซีย
ขณะที่ จอห์น เคอร์บี โฆษกทำเนียบขาวยินดีกับการพูดคุยทางโทรศัพท์ว่า “เป็นเรื่องที่ดี แต่ยังเร็วเกินไปหากว่าจะนำไปสู่การเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพ หรือนำไปสู่แผนหรือข้อเสนอที่มีความหมายบางอย่าง”
อย่างไรก็ดี ความเป็นไปได้ที่จีนจะช่วยยุติสงครามนั้นยังดูห่างไกล ไม่ใช่แค่เพราะรัสเซียไม่แสดงความพร้อมที่จะถอนกำลังออกจากดินแดนอธิปไตยของยูเครน ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องสำคัญจากเคียฟที่เซเลนสกีกล่าวย้ำว่า “จะไม่มีสันติภาพเกิดขึ้นจากการประนีประนอมดินแดน”
ทั้งนี้ นักวิจารณ์ยังตั้งคำถามถึงแนวคิดที่ว่าปักกิ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางอีกด้วย โดยไม่เพียงแค่อ้างถึงมิตรภาพระหว่างสีกับปูตินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการค้าที่พุ่งสูงขึ้นของจีนกับรัสเซีย และการที่จีนบอกปัดแม้แต่จะพูดถึง ‘การรุกราน’ ก็ตาม
ด้าน มาเรีย ซาคาโรวา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียกล่าวว่า “มอสโกเห็นความเห็นอกเห็นใจอย่างกว้างขวางกับแนวทางของจีน แต่กล่าวว่าอุปสรรคหลักคือ ข้อเรียกร้องที่ไม่สมจริงของเคียฟ และข้อเรียกร้องของมอสโกเองด้วย ตลอดจนการยอมรับที่จะผนวกดินแดนยูเครนรวมถึงไครเมียซึ่งถูกรุกรานในปี 2014
อย่างไรก็ตาม แผนการยุติสงคราม 12 ประการของจีนได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากยูเครนและชาติตะวันตก ทั้งยังล้มเหลวในการเสนอแผนที่ชัดเจนสำหรับความมั่นคงในอนาคตของยูเครนหรือสำหรับดินแดนที่รัสเซียยึดครอง และรวมถึงข้อเสนอที่จะยกเลิกการคว่ำบาตร
เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน หัวหน้าคณะกรรมาธิการยุโรปกล่าวว่า สีได้พูดถึงความตั้งใจของเขาที่จะพูดคุยกับผู้นำของยูเครนเมื่อเงื่อนไขและเวลาเหมาะสม
ขณะเดียวกันที่เซเลนสกีเองก็พยายามติดต่อกับสีอยู่หลายครั้ง โดยยอมรับว่าความมั่งคั่งอันมหาศาลของจีนและอิทธิพลระดับโลกอาจทำให้ผลของสงครามเปลี่ยนแปลงได้
ทางจีนเองก็ได้ประกาศความเต็มใจที่จะมีส่วนร่วมโดยตรงกับยูเครน โดยส่งผู้แทนพิเศษด้านกิจการเอเชียไปยังเคียฟและเมืองหลวงอื่นๆ เพื่อสื่อสารเชิงลึกเกี่ยวกับข้อตกลงทางการเมือง ส่วนเซเลนสกีก็ได้แต่งตั้งอดีตรัฐมนตรี พาฟโล ไรบิคิน เป็นเอกอัครราชทูตประจำกรุงปักกิ่งเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ ข่าวการโทรศัพท์ดังกล่าวได้กลายเป็นข่าวพาดหัวในสื่อของรัฐฯ ที่มีการควบคุมอย่างระมัดระวังของจีน ซึ่งได้รับการเผยแพร่การตีความการโทรของจีนด้วย



