ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนเรียกร้องให้ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียพบปะแบบเผชิญหน้าตัวต่อตัวเพื่อเจรจา ‘ยุติ’ สงคราม
ในจดหมายเปิดผนึกระบุว่า “มันคงเป็นเรื่องที่ผิดพลาดอย่างยิ่งหากจะเอาแต่รอ จนกว่าสงครามในยุโรปจะกลับมาได้รับความสนใจจากสหรัฐฯ อีกครั้ง...สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ผ่านการเจรจาโดยตรงระหว่างยูเครนและรัสเซียเท่านั้น”
“เราทุกคนต่างเห็นพ้องตรงกันว่า ในที่สุดชาวรัสเซียก็เริ่มรู้สึกสบายใจน้อยลงกับความเป็นจริงนี้ ความจริงที่ว่าสงครามกำลังนำพาสิ่งเลวร้ายและผลกระทบเชิงลบมาสู่รัสเซียมากขึ้นเรื่อย ๆ ชาวรัสเซียไม่ชอบใจถึงความจริงดังกล่าวที่ว่า ‘สงครามที่ปูตินก่อขึ้นนั้น ไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่าย ๆ’”
“ที่ผ่านมา ปูตินชอบเลื่อนกำหนดวันที่จะยึดครองภูมิภาคต่าง ๆ ของยูเครนออกไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะภูมิภาคโดเนตสก์ เพราะยึดไม่ได้สักที และปูตินจะไม่มีวันยึดภูมิภาคดังกล่าวได้ในปีนี้เช่นกัน” เซเลนสกีระบุในจดหมาย
นอกจากนี้ เซเลนสกียังเรียกร้องให้มีการหยุดยิงอย่างเต็มรูปแบบในช่วงที่มีการเจรจา ซึ่งประเด็นดังกล่าว ปูตินเพิ่งจะปฏิเสธไปก่อนหน้านี้เมื่อวันพฤหัสบดี (4 มิ.ย.)
“ยูเครนขอเสนอให้รัสเซียยุติสงครามนี้ผ่านการเจรจาโดยตรงระหว่างเรา ผมขอเสนอให้เราเปิดฉากเจรจาร่วมกัน การพบกันควรเกิดขึ้นในประเทศที่สามและต้องมีการกำหนดวันที่อย่างชัดเจน และในระหว่างการเจรจานั้น กองทัพทั้งสองฝ่ายต้องหยุดยิงและหยุดรบกันทั้งหมด”
สำนักข่าว TASS ของรัฐบาลรัสเซียอ้างคำกล่าวของ ดมีตรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน ว่า “ทางทำเนียบเครมลินได้เห็นจดหมายของเซเลนสกีแล้ว และจะนำเรื่องนี้รายงานให้ปูตินทราบ หากเซเลนสกีต้องการพบปูติน เขาก็สามารถเดินทางมาที่มอสโกได้” ขณะที่เซเลนสกีย้ำในจดหมายอีกครั้งว่า ‘การที่เขาจะเดินทางไปยังเมืองหลวงของรัสเซียนั้น ‘เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด’’
ในขณะเดียวกัน ปูตินก็พูดถึงข้อเสนอของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ว่า “ไอเดียของทรัมป์ในการยุติสงครามนั้น ‘ใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการทำสัญญาหย่าศึกได้นะ แต่ทั้งสองประเทศ (รัสเซีย-ยูเครน) ต้องประนีประนอมกันก่อน’’’
“โดยทั่วไปเราเห็นด้วยกับการประนีประนอมเหล่านี้ เราแค่ต้องโน้มน้าวให้ฝ่ายยูเครนยอมรับเรื่องนี้ให้ได้ก็เท่านั้น แต่โดยภาพรวมแล้ว ผมเชื่อว่าข้อเสนอเหล่านั้นสามารถใช้เป็นพื้นฐานที่ดีมากสำหรับข้อตกลงระหว่างรัสเซียและยูเครน และสามารถยุติความขัดแย้งนี้ลงได้” ปูติน กล่าว
(Photo by TOBIAS SCHWARZ / AFP)





