CARE แค่จุดเริ่มต้น…ไม่ใช่เส้นชัยของประกันสังคมไทย
การเปลี่ยนสูตรคำนวณเงินบำนาญชราภาพจาก Final Average Earnings (FAE) เป็น Career Average Revalued Earnings (CARE) อาจเป็นข่าวใหญ่ของผู้ประกันตนในปีนี้ เพราะเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดเงินบำนาญครั้งสำคัญที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
ภาครัฐอธิบายว่า สูตรใหม่จะทำให้การคำนวณเงินบำนาญสะท้อนเงินสมทบตลอดชีวิตการทำงาน มีความเป็นธรรมมากขึ้น และขยับเข้าใกล้แนวปฏิบัติของประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD
แต่หากมองลึกลงไป การเปลี่ยนสูตรครั้งนี้อาจเป็นเพียง “จิ๊กซอว์ชิ้นแรก” ของการปฏิรูประบบบำนาญไทย เพราะยังมีโจทย์สำคัญอีกหลายเรื่องที่ยังรอคำตอบ
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “สูตร CARE ดีหรือไม่” แต่คือ “ประเทศไทยพร้อมแล้วหรือยังสำหรับสังคมสูงวัย”
1. CARE เปลี่ยนสูตร...แต่ยังไม่เปลี่ยนโครงสร้าง
สูตร CARE แก้ปัญหาความเป็นธรรมในการคำนวณเงินบำนาญ โดยเปลี่ยนจากการคิดฐานค่าจ้างเฉลี่ยเพียง 60 เดือนสุดท้าย มาเป็นการคำนวณจากรายได้เฉลี่ยตลอดชีวิตการทำงาน พร้อมปรับมูลค่าค่าจ้างในอดีตให้สะท้อนมูลค่าในปัจจุบัน
นี่คือการแก้ปัญหา ‘วิธีคำนวณ’
แต่ระบบบำนาญไม่ได้มีเพียงสูตรคำนวณ หากยังประกอบด้วยโครงสร้างรายรับของกองทุน จำนวนผู้ส่งเงินสมทบ จำนวนผู้รับบำนาญ และการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร
พูดอีกอย่างหนึ่งคือ CARE เปลี่ยนกติกา แต่ยังไม่ใช่การเปลี่ยนทั้งระบบ
2. เพดานค่าจ้าง 15,000 บาท...ถึงเวลาทบทวนหรือยัง
หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างต่อเนื่อง คือ เพดานค่าจ้าง 15,000 บาท ที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบและสิทธิประโยชน์ของประกันสังคม
ในช่วงที่กำหนดเพดานดังกล่าว โครงสร้างค่าจ้างของแรงงานไทยแตกต่างจากปัจจุบันอย่างมาก แต่วันนี้แรงงานจำนวนไม่น้อยมีรายได้สูงกว่าเพดานดังกล่าวหลายเท่าตัว
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “15,000 บาท น้อยหรือมาก” แต่คือ เพดานดังกล่าวยังสะท้อนรายได้ของแรงงานไทยในปัจจุบันหรือไม่
หากไม่สะท้อนความเป็นจริง สิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกันตนได้รับ และรายรับของกองทุน ก็อาจไม่สอดคล้องกับต้นทุนการดำรงชีวิตและโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป
อย่างไรก็ตาม การปรับเพดานค่าจ้างย่อมต้องพิจารณาผลกระทบต่อทั้งลูกจ้าง นายจ้าง และความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจควบคู่กันไป
3. ความยั่งยืนของกองทุน...โจทย์ที่ใหญ่กว่าสูตร CARE
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ จำนวนผู้รับบำนาญจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่อัตราการเกิดลดลง ทำให้แรงงานรุ่นใหม่ที่เข้าสู่ระบบมีแนวโน้มน้อยลง
นั่นหมายความว่า ในอนาคต กองทุนประกันสังคมจะต้องจ่ายเงินให้ผู้เกษียณมากขึ้น ขณะที่ผู้ส่งเงินสมทบอาจเติบโตไม่ทันกับภาระรายจ่าย
นี่คือเหตุผลที่หลายประเทศต้องทยอยปรับทั้งอัตราเงินสมทบ อายุเกษียณ สิทธิประโยชน์ และรูปแบบการออม เพื่อให้ระบบสามารถเดินหน้าต่อได้ในระยะยาว
สำหรับประเทศไทย คำถามเรื่อง การปรับเงินสมทบ จึงอาจเป็นประเด็นที่หลีกเลี่ยงได้ยากในอนาคต แม้จะต้องอาศัยการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างรอบด้าน
4. ไทยเดินตาม OECD...แต่ยังไปไม่ถึงปลายทาง
กระทรวงแรงงานระบุว่า สูตร CARE มีแนวคิดสอดคล้องกับหลายประเทศในกลุ่ม OECD ที่ใช้ฐานรายได้ตลอดชีวิตการทำงานในการคำนวณเงินบำนาญ
แต่หากมองภาพรวม ระบบบำนาญของประเทศสมาชิก OECD ไม่ได้อาศัยเพียงสูตรคำนวณเท่านั้น
หลายประเทศยังมีการปรับเงินบำนาญตามอัตราเงินเฟ้อ การกำหนดเพดานค่าจ้างให้สอดคล้องกับระดับรายได้ การส่งเสริมการออมภาคสมัครใจ และการออกแบบระบบให้รองรับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
กล่าวได้ว่า CARE ทำให้ไทยเริ่มเดินบนเส้นทางเดียวกัน แต่ยังต้องใช้เวลาอีกพอสมควรจึงจะไปถึงมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ
5. ระบบบำนาญที่มั่นคง...ไม่ได้พึ่งประกันสังคมเพียงอย่างเดียว
หนึ่งในหลักการสำคัญของ OECD คือ ระบบบำนาญ 3 เสาหลัก
เสาแรก คือ สวัสดิการพื้นฐานจากภาครัฐ เพื่อคุ้มครองผู้สูงอายุไม่ให้ตกอยู่ในความยากจน
เสาที่สอง คือ ระบบประกันสังคมภาคบังคับ ซึ่งเชื่อมโยงกับประวัติการทำงานและเงินสมทบ
และเสาที่สาม คือ การออมภาคสมัครใจ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนการออมแห่งชาติ RMF หรือการลงทุนระยะยาวรูปแบบอื่น
ประเทศไทยมีองค์ประกอบเหล่านี้แล้ว แต่การเข้าถึงยังไม่ครอบคลุมทุกกลุ่ม โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ และการออมเพื่อวัยเกษียณของประชาชนยังอยู่ในระดับที่ต้องส่งเสริมต่อเนื่อง
การปฏิรูปยังไม่จบ ขณะนี้แค่เพิ่งเริ่มต้น
สูตร CARE คือก้าวสำคัญของการปฏิรูประบบบำนาญไทย เพราะทำให้การคำนวณเงินบำนาญสะท้อนการทำงานตลอดชีวิต และสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกันตนมากขึ้น
แต่การมีระบบบำนาญที่มั่นคง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสูตรคำนวณเพียงอย่างเดียว หากยังต้องอาศัยการปรับโครงสร้างทั้งระบบ ตั้งแต่ฐานเงินสมทบ ความยั่งยืนของกองทุน การขยายความคุ้มครองแรงงาน และการสร้างวัฒนธรรมการออมเพื่อวัยเกษียณ
CARE จึงไม่ใช่เส้นชัยของประกันสังคมไทย แต่คือจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบที่ใหญ่กว่า
และก้าวต่อไปจะเป็นอย่างไร คงเป็นโจทย์ร่วมของภาครัฐ นายจ้าง ผู้ประกันตน และสังคมไทยทั้งประเทศ ในวันที่ ‘สังคมสูงวัย’ ไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่เป็นความจริงที่เกิดขึ้นแล้วในวันนี้




