หลังประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคมที่ผ่านมา ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งนับเป็นการกลับมาจัดประชุมในไทยอีกครั้งในรอบ 35 ปี หลังจากเคยเป็นเจ้าภาพเมื่อปี 2534 ประเด็นหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากเวทีเศรษฐกิจโลกคือบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อผลิตภาพทางเศรษฐกิจ การสร้างงาน และอนาคตของตลาดแรงงาน
นอกจากมุมมองจากผู้นำองค์กรเศรษฐกิจระหว่างประเทศแล้ว ยังมีภาคธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญออกมาสะท้อนผลกระทบของเทคโนโลยีต่อการจ้างงาน หนึ่งในนั้นคือ ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ซึ่งเผยแพร่บทความพิเศษเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 โดยชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่นายจ้าง ผู้ประกอบการ SMEs และมนุษย์เงินเดือนทุกช่วงวัยต้องเตรียมรับมือ เมื่อ AI และเทคโนโลยีขั้นสูงกำลังเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานอย่างรวดเร็ว
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่า AI จะเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ได้มากแค่ไหน แต่ยังรวมถึงความสามารถของธุรกิจในการเพิ่มผลิตภาพ การเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งงาน และความพร้อมของแรงงานที่จะพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการใหม่ของตลาด
IMF–World Bank จับตา AI พลิกโฉมเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน
การประชุมประจำปี IMF–World Bank Group 2026 ที่กรุงเทพฯ มีการหารือถึงโอกาสและความเสี่ยงของ AI ต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความสามารถในการเพิ่มผลิตภาพ การเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงาน และการสร้างงานที่มีคุณภาพ ขณะที่ผู้บริหารองค์กรระหว่างประเทศให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมด้านทักษะและการทำให้ประโยชน์จากเทคโนโลยีกระจายไปสู่คนในวงกว้าง
ข้อมูลจากเวทีประชุมระบุว่า AI อาจส่งผลกระทบต่อตำแหน่งงานทั่วโลกประมาณ 40% ทั้งในแง่การเปลี่ยนแปลงลักษณะงานและความต้องการทักษะ โดยผลกระทบไม่ได้หมายความว่าตำแหน่งงานทั้งหมดจะหายไป แต่สะท้อนถึงขนาดของการเปลี่ยนแปลงที่แรงงานและนายจ้างต้องเตรียมรับมือ
ดร.ธนิต มองว่า พลวัตของ AI หรือ AI Dynamic กำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่ภาคธุรกิจไม่อาจมองข้าม เพราะเทคโนโลยีขั้นสูงไม่ได้จำกัดผลกระทบอยู่เฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยี แต่ขยายไปสู่ภาคการผลิต บริการ สำนักงาน ค้าปลีก ค้าส่ง สถาบันการศึกษา ภาคการเงิน ตลอดจนอาชีพอิสระ
เมื่อองค์กรสามารถนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มากขึ้น การแข่งขันจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินทุนหรือขนาดธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ขณะเดียวกันแรงงานที่มีทักษะไม่สอดคล้องกับความต้องการใหม่ก็อาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อการจ้างงานเป็นมุมมองที่ต้องพิจารณาควบคู่กับโอกาสในการสร้างงานใหม่และการยกระดับคุณภาพงาน ไม่ใช่ข้อสรุปว่าการนำ AI มาใช้จะทำให้การจ้างงานลดลงในทุกอุตสาหกรรมหรือทุกประเทศในสัดส่วนเดียวกัน
AI เพิ่มผลิตภาพ แต่กดดันต้นทุนและความต้องการแรงงาน
โจทย์สำคัญของนายจ้างยุค AI คือการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ควบคู่กับการควบคุมต้นทุน เมื่อเทคโนโลยีสามารถช่วยประมวลผลข้อมูล ทำงานซ้ำ ๆ และดำเนินงานบางประเภทได้รวดเร็วขึ้น องค์กรย่อมมีโอกาสเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยใช้ทรัพยากรน้อยลง
ดร.ธนิต ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจทำให้ธุรกิจทบทวนความจำเป็นในการใช้แรงงานในบางตำแหน่ง โดยเฉพาะงานที่สามารถนำระบบอัตโนมัติมาทดแทนได้ ขณะเดียวกันองค์กรอาจปรับโครงสร้างงานและต้องการบุคลากรที่สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ผลกระทบจึงอาจเกิดขึ้นพร้อมกันสองด้าน ด้านหนึ่ง AI ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเปิดโอกาสให้ธุรกิจเติบโต แต่อีกด้านหนึ่ง แรงงานบางกลุ่มอาจเผชิญความเสี่ยงจากการลดจำนวนตำแหน่งงานหรือการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติที่นายจ้างต้องการ
สำหรับแรงงานจบใหม่ ความท้าทายอาจอยู่ที่การเข้าสู่ตลาดงาน หากงานระดับเริ่มต้นบางประเภทถูกปรับให้ใช้ AI มากขึ้น ขณะที่แรงงานเดิมต้องแข่งขันกับผู้สมัครที่มีทักษะด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีสูงกว่า ขณะที่แรงงานวัยกลางคนและแรงงานอาวุโสต้องรับมือกับความจำเป็นในการพัฒนาทักษะใหม่ แม้จะมีประสบการณ์ทำงานสะสมมานานก็ตาม เพราะประสบการณ์ที่เคยเป็นจุดแข็งอาจไม่เพียงพอ หากไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับกระบวนการทำงานรูปแบบใหม่ได้
ดังนั้น ความท้าทายของตลาดแรงงานจึงไม่ได้อยู่ที่การเข้ามาของ AI เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความเร็วในการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี ซึ่งอาจเร็วกว่าความสามารถของแรงงานและระบบการศึกษาในการปรับตัว
Small AI เปิดโอกาส SMEs แต่เร่งการแข่งขันทางธุรกิจ
อีกหนึ่งประเด็นที่ได้รับความสนใจจากการประชุมคือ Small AI หรือ AI ที่ออกแบบให้ใช้งานได้จริง เข้าถึงได้ง่าย และเหมาะกับข้อจำกัดของแต่ละพื้นที่ ทั้งด้านภาษา โครงสร้างพื้นฐาน และงบประมาณ โดยธนาคารโลกมองว่าเทคโนโลยีลักษณะนี้สามารถช่วยเพิ่มผลิตภาพและขยายโอกาสทางเศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนาได้
ดร.ธนิต มองว่า การเข้าถึงเทคโนโลยีที่มีต้นทุนต่ำลงอาจเปลี่ยนความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs โรงงานขนาดเล็ก และสำนักงานที่ไม่จำเป็นต้องมีเงินลงทุนเทียบเท่ากับองค์กรขนาดใหญ่ ก็สามารถนำ AI มาใช้สนับสนุนการทำงานบางส่วนได้
ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ ได้แก่ การจัดการข้อมูล การวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า การช่วยงานเอกสาร การสนับสนุนการผลิต และการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการให้บริการ ทั้งนี้ รูปแบบการใช้งานจริงขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจและความพร้อมของแต่ละองค์กร การเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้นอาจช่วยให้ SMEs ลดข้อจำกัดด้านทรัพยากรและแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ได้ดีขึ้น แต่ในเวลาเดียวกันก็อาจทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น เพราะผู้ประกอบการต้องเร่งปรับกระบวนการทำงานและพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการให้ทันกับคู่แข่ง
อีกด้านหนึ่ง การนำ AI มาใช้ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะสามารถลดต้นทุนได้ทันทีทุกกรณี เพราะยังมีค่าใช้จ่ายด้านระบบ ข้อมูล ความปลอดภัย และการพัฒนาทักษะบุคลากรที่ต้องพิจารณา สำหรับผู้ประกอบการ โจทย์จึงอยู่ที่การเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะกับความต้องการของธุรกิจ และนำประโยชน์จาก AI มาสร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่ใช่เพียงมุ่งลดจำนวนแรงงานโดยไม่พิจารณาผลกระทบในระยะยาว
อุตสาหกรรม 5.0 เปลี่ยนสินค้า ความต้องการตลาด และทักษะแรงงาน
ดร.ธนิต ยังชี้ถึงการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 5.0 ซึ่งเป็นบริบทที่เทคโนโลยีขั้นสูงและระบบอัจฉริยะมีบทบาทมากขึ้นในการผลิตและการดำเนินธุรกิจ ส่งผลให้ทั้งผลิตภัณฑ์ รูปแบบบริการ และความต้องการของตลาดเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
เมื่อความต้องการของผู้บริโภคและกระบวนการผลิตเปลี่ยนไป สินค้าหรือบริการบางประเภทอาจมีความสำคัญลดลง ขณะที่ธุรกิจรูปแบบใหม่และตำแหน่งงานที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะด้านอาจเกิดขึ้นแทน ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ทักษะและประสบการณ์ที่เคยเป็นจุดแข็งของแรงงานอาจไม่เพียงพอต่อการแข่งขันอีกต่อไป หากไม่สามารถพัฒนาต่อยอดให้เข้ากับเทคโนโลยีและความต้องการของตลาดได้
ในมุมของนายจ้าง การปรับตัวจึงไม่ใช่เพียงการซื้อระบบ AI มาใช้งาน แต่ต้องทบทวนกระบวนการผลิต รูปแบบธุรกิจ และทักษะของบุคลากรไปพร้อมกัน เพื่อให้เทคโนโลยีช่วยสร้างประสิทธิภาพและมูลค่าเพิ่มได้จริง ส่วนแรงงานต้องเข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลงของตลาดอาจทำให้ทักษะบางอย่างมีความต้องการลดลง ขณะที่ทักษะด้านการวิเคราะห์ข้อมูล การใช้เครื่องมือดิจิทัล การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกับ AI มีความสำคัญมากขึ้นตามลักษณะงาน
ทั้งนี้ อุตสาหกรรม 5.0 ไม่ได้หมายถึงการแทนที่มนุษย์ด้วยเครื่องจักรเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับบทบาทของมนุษย์ในการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี ดังนั้น ความสามารถในการผสานจุดแข็งของคนเข้ากับระบบอัจฉริยะจึงเป็นโจทย์สำคัญขององค์กรในระยะต่อไป
แรงงาน 3 ช่วงวัยเสี่ยงต่างกัน จับตา Downsizing และ Early Retirement
หนึ่งในข้อกังวลสำคัญจากบทความของ ดร.ธนิต คือผลกระทบของ AI ที่อาจแตกต่างกันตามช่วงวัยและสถานะการทำงาน โดยแรงงานจบใหม่ วัยกลางคน และแรงงานอาวุโสต่างมีข้อจำกัดในการปรับตัวที่ไม่เหมือนกัน
แรงงานจบใหม่ (New Jobber) อาจเผชิญความยากลำบากในการหางาน หากตำแหน่งระดับเริ่มต้นบางประเภทถูกปรับกระบวนการทำงานให้ใช้ AI มากขึ้น ขณะเดียวกันนายจ้างต้องการบุคลากรที่พร้อมใช้งานและมีทักษะตรงกับความต้องการของธุรกิจ
แรงงานวัยกลางคน (Middle Ages Worker) จำเป็นต้องเร่งปรับตัวครั้งสำคัญ ทั้งการพัฒนาทักษะ การเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ และการปรับวิธีทำงานให้สอดคล้องกับองค์กรที่เปลี่ยนแปลงไป ประสบการณ์ในอดีตยังมีคุณค่า แต่ต้องสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับรูปแบบการทำงานใหม่ได้
แรงงานอาวุโส (Senior Worker) เป็นอีกกลุ่มที่ ดร.ธนิต แสดงความกังวล โดยเฉพาะในองค์กรที่พิจารณาต้นทุนค่าจ้างควบคู่กับผลิตภาพ หากแรงงานไม่สามารถปรับทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการใหม่ อาจเผชิญแรงกดดันจากการปรับโครงสร้างองค์กร อย่างไรก็ตาม อายุหรือระดับค่าจ้างเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ตัวชี้วัดความสามารถหรือความเสี่ยงที่จะถูกเลิกจ้างโดยตรง
ภายใต้การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น นายจ้างอาจใช้มาตรการปรับลดขนาดองค์กร (Downsizing) ชะลอหรือแช่แข็งการรับพนักงานใหม่ (Freeze Workforce) รวมถึงพิจารณาโครงการสมัครใจลาออกก่อนเกษียณ (Early Retirement) เพื่อปรับต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ หากแนวโน้มดังกล่าวเกิดขึ้นในวงกว้าง ย่อมส่งผลต่อความมั่นคงในอาชีพและโอกาสการจ้างงานของแรงงานหลายกลุ่ม ขณะเดียวกันก็อาจสร้างโจทย์ใหม่ให้กับองค์กรในการรักษาบุคลากรที่มีประสบการณ์และถ่ายทอดความรู้ให้แก่คนรุ่นใหม่
ดร.ธนิต จึงเตือนว่า มนุษย์เงินเดือนไม่ควรมองความมั่นคงในอาชีพว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากอายุงานหรือประสบการณ์ที่ผ่านมา แต่จำเป็นต้องพัฒนาความสามารถอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ยังสามารถสร้างคุณค่าให้กับองค์กรได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง
นายจ้าง SMEs และมนุษย์เงินเดือนต้องเร่งปรับตัว ก่อน AI กลายเป็นจุดเปลี่ยนความอยู่รอด
แม้ AI และเทคโนโลยีขั้นสูงจะสร้างความเสี่ยงต่อการจ้างงาน แต่ในอีกด้านหนึ่ง เทคโนโลยีเหล่านี้ก็มีโอกาสช่วยเพิ่มผลิตภาพ สนับสนุนการเติบโตของ GDP สร้างธุรกิจแห่งอนาคต และเปิดทางให้เกิดตำแหน่งงานใหม่ที่มีค่าตอบแทนสูงขึ้น โดยงานเหล่านั้นอาจต้องอาศัยทักษะที่แตกต่างจากเดิม
ดร.ธนิต มองว่า โจทย์สำคัญของนายจ้างและแรงงานจึงอยู่ที่การเตรียมความพร้อมรับมือกับ AI Exposure หรือการเผชิญหน้ากับผลกระทบจาก AI ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในระยะยาว
สำหรับนายจ้างและ SMEs ควรประเมินว่าเทคโนโลยีประเภทใดเหมาะกับธุรกิจ สามารถเพิ่มผลิตภาพในส่วนใด และต้องพัฒนาบุคลากรอย่างไรให้ทำงานร่วมกับระบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การลงทุนด้านเทคโนโลยีจึงควรเดินควบคู่กับการยกระดับทักษะของแรงงาน เพื่อให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
และสำหรับมนุษย์เงินเดือน การรักษาตำแหน่งงานไม่ควรอาศัยเพียงประสบการณ์หรือการทำงานตามหน้าที่เดิม แต่ต้องเรียนรู้เครื่องมือใหม่ เข้าใจเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอาชีพ พัฒนาความสามารถในการวิเคราะห์และแก้ปัญหา ตลอดจนแสดงให้เห็นว่าตนเองสามารถสร้างคุณค่าเพิ่มเติมให้กับองค์กรได้
ขณะเดียวกัน ระบบการศึกษาและการพัฒนาทักษะแรงงานจำเป็นต้องปรับให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อช่วยลดช่องว่างระหว่างทักษะที่แรงงานมีอยู่กับทักษะที่นายจ้างต้องการ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน
ประเด็นสำคัญอีกด้านคือ การทำให้ผลประโยชน์จากการเพิ่มผลิตภาพกระจายไปสู่แรงงานอย่างเหมาะสม เพราะหากธุรกิจสามารถเติบโตจากเทคโนโลยี แต่แรงงานจำนวนมากกลับเผชิญรายได้ลดลง คุณภาพงานแย่ลง หรือขาดโอกาสเข้าถึงงานใหม่ การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวก็อาจเพิ่มความเหลื่อมล้ำในตลาดแรงงานได้ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) จึงเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการทำให้ผลประโยชน์จากผลิตภาพ รวมถึงที่เกิดจาก AI ส่งต่อไปยังรายได้ คุณภาพงาน และระบบคุ้มครองทางสังคมของแรงงานด้วย
ท้ายที่สุด การเปลี่ยนแปลงจาก AI ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นโจทย์ด้านความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจและความมั่นคงของแรงงานในระยะยาว นายจ้างต้องปรับตัวเพื่อเพิ่มผลิตภาพ ขณะที่มนุษย์เงินเดือนต้องพัฒนาทักษะให้ทันกับความต้องการใหม่ของตลาด เพราะในโลกการทำงานที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความอยู่รอดไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครมีประสบการณ์มากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครสามารถนำประสบการณ์มาพัฒนาต่อยอด และปรับตัวให้เข้ากับโลกการทำงานรูปแบบใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง




