ไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยเกี่ยวกับข้อกังวลประเด็นการเปลี่ยนนายจ้างในประเทศอิสราเอล ระหว่างนายจ้างรายหนึ่งไปยังนายจ้างอีกรายหนึ่ง ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การค้ามนุษย์ หรือการขายแรงงาน แต่เป็นการอพยพ เคลื่อนย้าย ส่งต่อแรงงานไทยไปยังจุดที่ปลอดภัยเท่านั้น ซึ่งหากอยู่กับนายจ้างรายเดิมก็จะไม่มีรายได้ เนื่องจากนายจ้างรายเดิมได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สู้รบ ดังนั้น นายจ้างจึงส่งต่อไปยังนายจ้างรายใหม่ที่ไม่ได้รับผลกระทบ ซึ่งเท่ากับเป็นการเปลี่ยนนายจ้างรายใหม่
ทั้งหมดนี้ต้องอยู่ภายใต้ความยินยอมของลูกจ้าง และเป็นสิทธิของแรงงานที่จะไม่ทำก็ได้ และสั่งให้ทูตแรงงานแจ้งนายจ้าง ขอให้ลูกจ้างได้พักฟื้นสภาพจิตใจ 7 วัน ก่อนเริ่มงานใหม่ เพื่อปรับสภาพร่างกายและจิตใจให้กลับสู่สภาวะปกติ
“ทางการอิสราเอล อนุญาตให้นายจ้างที่ได้รับผลกระทบสามารถส่งต่อลูกจ้างไปยังนายจ้างรายใหม่ได้ในช่วงเกิดภาวะความไม่สงบในประเทศอิสราเอล จนกว่าเหตุการณ์จะสงบ โดยจุดที่นายจ้างส่งต่อไปลงคือจุดที่ปลอดภัยที่สุด ลูกจ้างสามารถเปลี่ยนนายจ้างได้ โดยอยู่ภายใต้ความยินยอมจากลูกจ้าง ซึ่งเป็นสิทธิของแรงงานที่จะทำหรือไม่ทำก็ได้ โดยตามข้อกำหนดบทบาทหน้าที่ของนายจ้างภายใต้โครงการความร่วมมือไทย-อิสราเอลเพื่อการจัดหางาน (TIC) ระบุหน้าที่นายจ้างไว้อย่างชัดเจนว่า กรณีที่เกิดเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงในอิสราเอล ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพของลูกจ้าง นายจ้างจะต้องอพยพลูกจ้างไปอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัย และพยายามจัดหางานให้แก่ลูกจ้าง โดยมีข้อกำหนดและเงื่อนไขเช่นเดียวกับสัญญาฉบับที่ทำ นอกจากนี้ยังระบุว่า นายจ้างต้องจัดหาพาหนะรับส่งลูกจ้างในการเดินทางที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ดังนั้น จึงอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน"
— ไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน
ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงแรงงาน พิจารณาถึงความปลอดภัยในการออกจากที่พักของแรงงานไทยเป็นสำคัญ และขอยืนยันว่า คำนึงถึงประโยชน์ของแรงงานไทยสูงสุด และจะคุ้มครองแรงงานไทยให้มีความเป็นอยู่ และการจ้างงาน ที่เหมาะสม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อิสราเอล-ปาเลสไตน์ ผลกระทบ ศก.ไทย อะไรบ้าง?




