รัฐบาลปรับงบต้านโกงปี 2570 เน้นเทคโนโลยี-เปิดข้อมูลรัฐ ลดต้นทุนคอร์รัปชัน ยกระดับความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ
ปัญหาการทุจริตยังคงเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ทั้งในมิติการสูญเสียงบประมาณแผ่นดิน ประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยหลายฝ่ายมองว่าคอร์รัปชันเป็นต้นทุนแฝงที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และส่งผลต่อภาพลักษณ์ด้านความโปร่งใสในสายตานานาชาติ
ล่าสุด รัฐบาลได้ปรับแนวทางการใช้งบประมาณด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 โดยมุ่งเน้นการลงทุนในเทคโนโลยีและระบบข้อมูลมากขึ้น เพื่อปิดช่องว่างการทุจริตในกระบวนการทำงานภาครัฐ และสร้างผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม
รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า แนวทางดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ต้องการยกระดับระบบราชการให้มีความทันสมัย โปร่งใส และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนมากขึ้น โดยเชื่อว่าการแก้ปัญหาทุจริตอย่างยั่งยืนต้องเริ่มจากการปรับระบบงานและกระบวนการดำเนินงานภาครัฐ ไม่ใช่เพียงการรณรงค์สร้างการรับรู้เท่านั้น
ด้าน ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลการขับเคลื่อนงานด้านการต่อต้านการทุจริต ระบุว่า ในอดีตงบประมาณจำนวนไม่น้อยถูกใช้ไปกับกิจกรรมอบรมและการสร้างจิตสำนึก แต่คะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index : CPI) ของไทยยังไม่ปรับตัวดีขึ้นในระดับที่น่าพอใจ จึงถึงเวลาทบทวนการจัดสรรงบประมาณให้มุ่งสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบมากขึ้น
ภายใต้แนวทางใหม่ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณบูรณาการด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตราว 70% ไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยี การเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐในรูปแบบที่สามารถตรวจสอบและนำไปวิเคราะห์ต่อได้ แทนการจัดกิจกรรมอบรมในรูปแบบเดิม เพื่อให้ข้อมูลอยู่ในระบบดิจิทัล ลดการใช้ดุลพินิจ และลดพื้นที่ที่เอื้อต่อการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ
รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับนโยบาย Open Data หรือการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ ซึ่งถือเป็นมาตรฐานสำคัญที่หลายประเทศใช้เป็นเครื่องมือยกระดับความโปร่งใสและเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแล เมื่อข้อมูลภาครัฐมีการเชื่อมโยงและเปิดเผยมากขึ้น หน่วยงานตรวจสอบ อาทิ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) จะสามารถตรวจจับความผิดปกติและดำเนินการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ปัจจุบันหลายหน่วยงานได้เริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มความโปร่งใสแล้ว อาทิ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่พัฒนาระบบจดทะเบียนและตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลผ่านระบบดิจิทัล และกรมบัญชีกลางที่เปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อให้ประชาชน ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคมสามารถติดตามตรวจสอบได้
รัชดา กล่าวว่า รัฐบาลยืนยันเดินหน้าแก้ไขปัญหาทุจริตอย่างจริงจัง โดยมุ่งสร้างระบบราชการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และใช้เทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญในการลดโอกาสการทุจริต เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
“เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการรณรงค์ต่อต้านการทุจริต แต่คือการทำให้การทุจริตเกิดขึ้นได้ยาก ตรวจสอบได้เร็ว และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุนว่าเงินภาษีของประเทศถูกใช้ด้วยความโปร่งใส คุ้มค่า และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว” รัชดา กล่าว





