ตลาดหุ้นเอเชียปิดร่วงหนักในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ประจำเดือนกันยายนออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ จุดชนวนความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่อง โดยกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีได้รับผลกระทบหนักที่สุดทั้งในกรุงโซลและโตเกียว
เงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่งสูงสุดในรอบ 5 เดือน
ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ เดือนกันยายนอยู่ที่ 3.7% สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ 3.6% และเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าอย่างชัดเจน ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน แรงหนุนหลักมาจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อมากกว่า 7 เดือน ซึ่งส่งผลให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก โดยราคาน้ำมันเบนซินพุ่งสูงถึง 9.1% ในเดือนเดียว
ตลาดทั่วเอเชียพากันดิ่ง
ดัชนีโคสปีของเกาหลีใต้ร่วงลง 7.5% โดย SK hynix ดิ่งกว่า 10% และซัมซุงร่วงกว่า 9% ขณะที่ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นลดลงเกือบ 5% พร้อมกับหุ้น Kioxia และ Advantest ที่ร่วงกว่า 10% และ 12% ตามลำดับ ส่วนกองทุน SoftBank สูญมูลค่าไปเกือบ 9.5% ด้านตลาดไต้หวันลดลงเกือบ 3% นำโดย TSMC ที่ร่วงลง 2% ตลาดฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ สิงคโปร์ และจาการ์ตาต่างปิดในแดนลบเช่นกัน
แรงกดดันต่อเฟดก่อนประชุม 28 ตุลาคม
ตัวเลขเงินเฟ้อดังกล่าวเพิ่มแรงกดดันให้เฟดพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 28 ตุลาคมนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งสัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ข้อมูลจาก CME Group FedWatch ระบุว่า โอกาสที่เฟดจะประกาศขึ้นดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐานในเดือนนี้พุ่งจาก 22% เป็น 37.1% ทันทีหลังเปิดเผยตัวเลข
นักวิเคราะห์ชี้ธันวาคมขึ้นดอกเบี้ยแน่
"รายงาน CPI นี้สร้างความปวดหัวให้เฟด ซึ่งก่อนหน้านี้ส่งสัญญาณพร้อมจะหยุดพัก" — นีล วิลสัน จาก Saxo Markets
คริส เวสตัน จาก Pepperstone ระบุว่าการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมถูก "ราคาเข้าไปอย่างสมบูรณ์แล้ว" และยังมีโอกาส 66% ที่จะมีการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมกราคมอีกด้วย ด้านพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 24 ปี ก่อนจะปรับตัวลงเมื่อนักลงทุนเข้าซื้อเพื่อรับผลตอบแทนที่จูงใจกว่า 5.3%






