‘ASP’ กับเกมใหม่ Brokerage–Wealth Management เมื่อธุรกิจหลักทรัพย์ไม่ได้แข่งกันแค่ค่าคอมฯ

28 ก.ย. 2569 - 13:45

  • เกม Brokerage เปลี่ยน ธุรกิจหลักทรัพย์ต้องแข่งทั้งเทคโนโลยี บริการ และความสามารถในการทำกำไร

  • Wealth Management คืออีกเครื่องยนต์ เอเซีย พลัสเดินหน้าขยายผลิตภัณฑ์ลงทุนและบริการให้ครอบคลุมความต้องการลูกค้ามากขึ้น

  • จับตาทิศทางหลังเดือน ต.ค. โฟกัสการลงทุนในบุคลากร เทคโนโลยี และการต่อยอดธุรกิจสู่บริการการเงินที่ครบขึ้น

‘ASP’ กับเกมใหม่ Brokerage–Wealth Management เมื่อธุรกิจหลักทรัพย์ไม่ได้แข่งกันแค่ค่าคอมฯ

ธุรกิจหลักทรัพย์กำลังเข้าสู่โจทย์ใหม่ เมื่อการแข่งขันไม่ได้อยู่ที่การซื้อขายหุ้นเพียงอย่างเดียว แต่ขยับไปสู่เทคโนโลยี คุณภาพบริการ ผลิตภัณฑ์ลงทุน และการบริหารความมั่งคั่ง ขณะที่เอเซีย พลัสวางเป้าหมายยกระดับ Brokerage ควบคู่กับการขยาย Wealth Management จับตาการเปลี่ยนผ่านสำคัญที่กำลังเริ่มต้นในเดือนตุลาคมนี้

ภาพของธุรกิจหลักทรัพย์ในวันนี้ไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องจำนวนบัญชีซื้อขายหรือค่าธรรมเนียมอีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนไปสู่การแข่งขันด้าน ประสบการณ์ลูกค้า เทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์การลงทุน และความสามารถในการดูแลสินทรัพย์ของลูกค้าแบบครบวงจร

สำหรับ เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หนึ่งในโจทย์สำคัญที่บริษัทประกาศไว้คือการยกระดับธุรกิจ นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (Brokerage) ซึ่งยังเป็นธุรกิจหลักของกลุ่ม พร้อมกับเร่งขยายธุรกิจ Wealth Management และเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์การลงทุน

นั่นทำให้ทิศทางหลังจากวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นประเด็นที่น่าจับตา เพราะบริษัทกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านของทีมบริหาร โดย ‘ดร.กฤษณ์ พานิชพันธ์’ จะเข้ามารับตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร (CEO) ต่อจาก ‘ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ’ ซึ่งเตรียมเกษียณอายุ

แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าการเปลี่ยนตัวผู้บริหาร คือ โจทย์ทางธุรกิจที่รออยู่ข้างหน้า Brokerage ยังเป็นฐาน แต่เกมไม่ได้จบที่ Brokerage

เอเซีย พลัส โดย ‘ชาลี โสภณพนิช’ ประธานกรรมการ ระบุชัดว่า Brokerage ยังคงเป็นธุรกิจสำคัญของกลุ่ม และต้องการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน นวัตกรรม การบริการลูกค้า รวมถึงความสามารถในการทำกำไร ควบคู่ไปกับการขยายขีดความสามารถด้านการบริหารความมั่งคั่ง และการนำเสนอแผนการลงทุนที่ล้ำลึกและหลากหลาย

โจทย์นี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจหลักทรัพย์ที่ผู้ประกอบการต้องสร้างความแตกต่างมากกว่าการเป็นช่องทางซื้อขายหุ้น

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูล ตลาด และผลิตภัณฑ์การลงทุนผ่านแพลตฟอร์มได้ง่ายขึ้น สิ่งที่บริษัทหลักทรัพย์ต้องแข่งขันจึงขยับไปสู่ คุณภาพของบริการ ความเร็วของเทคโนโลยี เครื่องมือการลงทุน และความสามารถในการให้คำแนะนำ

สำหรับเอเซีย พลัส การยกระดับ Brokerage จึงไม่ได้หมายถึงการรักษาธุรกิจเดิมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจหลักให้สามารถสร้างรายได้และกำไรได้มากขึ้นในสภาพการแข่งขันที่เปลี่ยนไป

จากซื้อขายหุ้น สู่โจทย์ Wealth Management

อีกด้านหนึ่งที่น่าจับตาคือ Wealth Management บริษัทระบุว่าต้องการขยายขีดความสามารถด้าน Wealth Management และนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ลึกและหลากหลายมากขึ้น

การขยับจาก Brokerage ไปสู่ Wealth Management มีนัยสำคัญ เพราะเปลี่ยนโจทย์จากการให้บริการ “ซื้อขาย” ไปสู่การดูแลความมั่งคั่งและความต้องการด้านการเงินของลูกค้าในระยะยาว

ผลิตภัณฑ์จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงหุ้น แต่สามารถครอบคลุมสินทรัพย์และกลยุทธ์การลงทุนที่หลากหลายขึ้นตามระดับความเสี่ยง เป้าหมาย และระยะเวลาการลงทุนของลูกค้า

ในมุมของธุรกิจ นี่จึงเป็นอีกพื้นที่ที่ เอเซีย พลัส ต้องการเพิ่มศักยภาพ เพื่อให้ความสัมพันธ์กับลูกค้าไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเวลาที่ลูกค้าส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ แต่สามารถต่อยอดไปสู่บริการทางการเงินและการลงทุนในรูปแบบที่ครอบคลุมมากขึ้น 

เทคโนโลยีและบุคลากร กลายเป็นสมการสำคัญ

อีกประเด็นที่บริษัทส่งสัญญาณไว้คือการลงทุนใน บุคลากรและเทคโนโลยี โดยระบุว่ากลุ่มบริษัทมีฐานเงินทุนที่แข็งแกร่งและพร้อมลงทุนในโอกาสใหม่เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว

ประเด็นนี้สอดคล้องกับโจทย์ของธุรกิจหลักทรัพย์ยุคใหม่ เพราะการแข่งขันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในตลาดทุน แต่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มดิจิทัลด้วย

ตั้งแต่ระบบซื้อขาย การวิเคราะห์ข้อมูล การสื่อสารกับลูกค้า ไปจนถึงเครื่องมือช่วยตัดสินใจลงทุน เทคโนโลยีจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ลูกค้า และเป็นต้นทุนสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องลงทุนอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน บุคลากรยังมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในธุรกิจ Wealth Management ที่ต้องอาศัยทั้งความรู้ผลิตภัณฑ์ ความเข้าใจลูกค้า และความสามารถในการออกแบบโซลูชันทางการเงิน

จุดเปลี่ยนที่ต้องจับตาหลัง 1 ต.ค.

การเปลี่ยนผ่านทีมบริหารของเอเซีย พลัสจึงเกิดขึ้นในจังหวะที่บริษัทกำลังวางโจทย์ธุรกิจไว้สองด้านพร้อมกัน

  • ด้านแรก คือการทำให้ Brokerage แข่งขันได้มากขึ้น
  • ด้านที่สอง คือการขยาย Wealth Management เพื่อเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และบริการ

สำหรับ ‘ดร.กฤษณ์ พานิชพันธ์’ ซึ่งมีประสบการณ์ในธุรกิจ Investment Banking จากสถาบันการเงินทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเป็น Managing Partner รวมถึงผู้ร่วมก่อตั้ง ARC9 Capital การเข้ามารับบทบาทใหม่จึงเกิดขึ้นพร้อมกับโจทย์การขับเคลื่อนทั้งสองด้านดังกล่าว

สิ่งที่ตลาดต้องติดตามต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้บริหาร แต่คือ การแปลงโจทย์ Brokerage และ Wealth Management ให้กลายเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนด้านเทคโนโลยี การพัฒนาทีมงาน การเพิ่มผลิตภัณฑ์การลงทุน หรือการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า

เพราะในวันที่การแข่งขันของธุรกิจหลักทรัพย์ไม่ได้วัดกันแค่ “ซื้อขายหุ้นได้หรือไม่” แต่กำลังวัดกันที่ว่า ใครสามารถดูแลเงินและความมั่งคั่งของลูกค้าได้ลึกและครบกว่าเดิม ทิศทางของเอเซีย พลัสหลังจากเดือนตุลาคมจึงเป็นอีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ต้องจับตาในอุตสาหกรรมการเงินไทย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์