รศ. ดร.วิเลิศ ภูริวัชร คณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในงานภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานประกาศผลและมอบรางวัล ‘สุดยอดแบรนด์ทรงพลัง The Most Powerful Brands of Thailand 2022’ ว่าแนวทางการสร้างแบรนด์ ‘ประเทศไทย’ (Thailand Branding) จากนี้ไป จะยิ่งมีความสำคัญในเชิงเศรษฐกิจระดับโลก
ด้วยในขณะนี้ จะต้องหันกลับมาทบทวนจุดแข็งและตำแหน่งทางการตลาดแบรนด์ประเทศไทย เพื่อชิงความได้เปรียบเหนือคู่แข่งในตลาดสินค้า บริการ ที่ไทยเตรียมขับเคลื่อนในอนาคต โดยเฉพาะในยุคหลังโควิด โดยมองว่าความแข็งแกร่งแบรนด์ประเทศไทย อยู่ที่ความเป็นไทย (Thainess) ซึ่งจะต้องนำมาบริหารจัดการให้สอดคล้อง พร้อมเพิ่มมูลค่าให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การส่งเสริมเศรษฐกิจการค้าของไทยนับจากนี้
“มูลค่าของแบรนด์เกิดจากความประทับใจ ความชื่นชอบของผู้คนที่มี่ต่อแบรนด์เพื่อเลือกซื้อสินค้าบริการนั้นๆเป็นคุณค่าที่ลูกค้ารับรู้และยอมจ่าย ปัจจุบันแบรนด์ประเทศไทย มีความทรงพลังจากมูลค่าที่สะสมมาในอดีต แต่จากการแข่งขันในโลกยุคดใหม่ที่เปลี่ยนไปทำให้ต้องเร่งหาส่วนเสริมจากความเป็นไทยเข้ามามีส่วนร่วมในรูปแบบ Emotional Intelligence เพื่อทบทวนมูลค่าแบรนด์ประเทศไทยใหม่ ซึ่งอาจคล้ายคลึงกับประเทศเกาหลีที่ใช้ซอฟต์เพาเวอร์ ด้านวัฒนธรรมต่างๆ เข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ” รศ. ดร.วิเลิศ กล่าว
ทั้งนี้ จากความสำคัญของพลังแห่งแบรนด์ ภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ยังได้ประกาศผลสุดยอดแบรนด์ทรงพลัง ทุก 2 ปี โดยครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 6 โดยประเมินความแข็งแกร่งของแบรนด์ ครอบคลุม 4 ด้าน คือ ความตระหนักในแบรนด์ (Awareness) ความชื่นชอบในแบรนด์ (Preference) การใช้ผลิตภัณฑ์ (Usage) และภาพลักษณ์อันโดดเด่น (Image)
โดยวิเคราะห์ความสำเร็จของแบรนด์ทั้งในด้าน Market Share, Mind Share และ Heart Share อย่างครบถ้วน โดยมี30 กลุ่มผลิตภัณฑ์ทั้งในและระดับสากล ได้รับรางวัล ในครั้งนี้
ด้วยในขณะนี้ จะต้องหันกลับมาทบทวนจุดแข็งและตำแหน่งทางการตลาดแบรนด์ประเทศไทย เพื่อชิงความได้เปรียบเหนือคู่แข่งในตลาดสินค้า บริการ ที่ไทยเตรียมขับเคลื่อนในอนาคต โดยเฉพาะในยุคหลังโควิด โดยมองว่าความแข็งแกร่งแบรนด์ประเทศไทย อยู่ที่ความเป็นไทย (Thainess) ซึ่งจะต้องนำมาบริหารจัดการให้สอดคล้อง พร้อมเพิ่มมูลค่าให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การส่งเสริมเศรษฐกิจการค้าของไทยนับจากนี้
“มูลค่าของแบรนด์เกิดจากความประทับใจ ความชื่นชอบของผู้คนที่มี่ต่อแบรนด์เพื่อเลือกซื้อสินค้าบริการนั้นๆเป็นคุณค่าที่ลูกค้ารับรู้และยอมจ่าย ปัจจุบันแบรนด์ประเทศไทย มีความทรงพลังจากมูลค่าที่สะสมมาในอดีต แต่จากการแข่งขันในโลกยุคดใหม่ที่เปลี่ยนไปทำให้ต้องเร่งหาส่วนเสริมจากความเป็นไทยเข้ามามีส่วนร่วมในรูปแบบ Emotional Intelligence เพื่อทบทวนมูลค่าแบรนด์ประเทศไทยใหม่ ซึ่งอาจคล้ายคลึงกับประเทศเกาหลีที่ใช้ซอฟต์เพาเวอร์ ด้านวัฒนธรรมต่างๆ เข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ” รศ. ดร.วิเลิศ กล่าว
ทั้งนี้ จากความสำคัญของพลังแห่งแบรนด์ ภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ยังได้ประกาศผลสุดยอดแบรนด์ทรงพลัง ทุก 2 ปี โดยครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 6 โดยประเมินความแข็งแกร่งของแบรนด์ ครอบคลุม 4 ด้าน คือ ความตระหนักในแบรนด์ (Awareness) ความชื่นชอบในแบรนด์ (Preference) การใช้ผลิตภัณฑ์ (Usage) และภาพลักษณ์อันโดดเด่น (Image)
โดยวิเคราะห์ความสำเร็จของแบรนด์ทั้งในด้าน Market Share, Mind Share และ Heart Share อย่างครบถ้วน โดยมี30 กลุ่มผลิตภัณฑ์ทั้งในและระดับสากล ได้รับรางวัล ในครั้งนี้




