มอง ‘จตุจักร’ ในวันที่คนเดินหายไปเกือบครึ่ง ผู้ค้าเหลือ 1.3 หมื่นแผง
ภาพนักท่องเที่ยวแน่นขนัดบริเวณถนนสายหลักรอบนอกของ ‘ตลาดนัดจตุจักร’ ในวันเสาร์-อาทิตย์ อาจทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าแลนด์มาร์กระดับตำนานแห่งนี้ยังคงมั่งคั่งไม่เสื่อมคลาย แต่หากก้าวเท้าลึกเข้าไป ในตรอกซอยทั้ง 31 โครงการ ความเงียบเหงาและแผงค้าที่ปิดตัวลงกลับฟ้องความจริงอีกชุดความจริงที่ว่า "มนต์ขลังจตุจักร" กำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ ทั้งในมิติพฤติกรรมผู้บริโภค ปัญหาเชิงโครงสร้าง และภาระหนี้สินผูกพันของ กทม. ที่สูงถึง 1,200 ล้านบาท
Spacebar เจาะข้อมูลพฤติกรรมนักท่องเที่ยว งานวิจัยล่าสุด และตัวเลขการบริหารจัดการ เพื่อต่อภาพให้ชัดว่า เกิดอะไรขึ้นกับตลาดนัดกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
คนหายไปครึ่งหนึ่ง จาก 3 แสน เหลือ 1.5 แสนคนต่อวัน
ข้อมูลการบริหารจัดการตลาดระบุว่า ตัวเลขผู้มาเยือนจตุจักรในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ร่วงลงจากยุคพีคที่เคยสูงถึง 300,000 คนต่อวัน เหลือเพียงประมาณ 150,000 คนต่อวัน หรือหายไปถึง 50%
ปัจจัยเร่งสำคัญมาจาก ‘คู่แข่งรอบทิศ’ การเกิดใหม่ของตลาดนัดและคอมมูนิตี้มอลล์รอบพื้นที่จตุจักรถึง 5 แห่ง ดึงส่วนแบ่งการตลาดและแย่ง traffic นักท่องเที่ยวไปอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ พฤติกรรมหลังยุคโควิด-19 ชี้ว่า นักท่องเที่ยวที่มาจตุจักรเลือกระบบ "เดินกระจุก ไม่เดินกระจาย" คือกระจุกตัวอยู่เฉพาะริมถนนคนเดินรอบนอก แต่ "ไม่ยอมเดินเข้าซอย" ส่งผลให้แผงค้าภายในซอยลึกกลายเป็นจุดอับ และมีผู้ค้าเจ๊งไปแล้วกว่า 130 แผง จากแผงค้าทั้งหมดกว่า 13,000 แผงที่มีผู้เช่าจริงเหลือเพียงราว 6,000 คน
Digital Footprint สวนทาง คนไม่ได้เลิกรัก แต่เปลี่ยนวิธี "เสพ"
ข้อน่าคิดคือ จตุจักรไม่ได้หมดความนิยมในระดับโลก ข้อมูลปี 2026 จาก Travelbag และ ททท. ยืนยันว่า Chatuchak Weekend Market ยังครองสถิติยอดค้นหาสูงถึง 368,000 ครั้งต่อเดือน และมีโพสต์บน TikTok มากกว่า 14,600 โพสต์
ผลวิจัยล่าสุดฉายภาพชัดว่า นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ (58% อายุ 18–30 ปี และเป็นผู้หญิงถึง 63%) เปลี่ยนโหมดจากการมา "กว้านซื้อของราคาถูก" ไปสู่การหา Urban Experience
สูตรใหม่นักท่องเที่ยว ไม่ใช่แค่ SHOP อีกต่อไป แต่คือ SHOP + EAT + EXPERIENCE + SHARE ใช้เวลา 3–4 ชั่วโมง เพื่อมาสัมผัสความเป็นกรุงเทพฯ ทานสตรีตฟู้ด ถ่ายรูปคอนเทนต์ และคุยกับคนท้องถิ่น (Human Interaction)
"จตุจักรยังขายได้บนโลกออนไลน์ แต่พื้นที่กายภาพจริงกลับตอบโจทย์ประสบการณ์การเดินได้ไม่ดีพอ" ทั้งเรื่องความแออัด อากาศที่ร้อนอบอ้าว และปัญหาคลาสสิกอย่าง "ความสะอาดของห้องน้ำ"
ทางสองแพร่ง กทม. vs ผู้ค้า "เซ็ตซีโร่" ที่ยังไร้ข้อยกเว้น
วิกฤตคนเดินลดลง ไม่ได้กระทบแค่แม่ค้าพ่อค้า แต่กระทบไปถึงรายได้จัดเก็บของ กทม. ที่มีภาระหนี้ผูกพันต้องชำระคืนการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กว่า 1,200 ล้านบาท
กทม. พยายามแก้เกมด้วยการขยายเวลาเป็นตลาดกลางคืน (Night Market) และมีแผนใหญ่ในการปรับปรุงกายภาพแบบ "Set Zero" เพื่อรื้อและออกแบบใหม่ทั้งโครงการ ขยายทางเดิน จัดหมวดหมู่สินค้าใหม่ให้ไฉไลและน่าเดินขึ้น
แต่ปัญหากระดุมเม็ดแรกคือ "ข้อยกเว้นทางความคิด"ผู้ค้ากว่า 70% ไม่เห็นด้วย เนื่องจากกังวลเรื่องผลกระทบระหว่างก่อสร้าง รายได้ที่ขาดหาย และกลัวเสียเสน่ห์แบบดั้งเดิม
เส้นตายสัญญาเช่า ปัจจุบันสัญญาเช่าแผงละ 1,800 บาท ต่อเดือน กำลังจะหมดอายุในวันที่ 31 ต.ค. 2570 ขณะที่โครงการ 30 (แนวหอนาฬิกา) กำลังอยู่ในแผนยกเลิกการเช่า สร้างความไม่แน่นอนให้ผู้ค้าเพิ่มขึ้นไปอีก
จตุจักรในวัย 40 กว่าปี ไม่ได้กำลังจะตายเพราะหมดความสนใจจากคนทั่วโลก แต่กำลัง "ติดดักแด้" จากความไม่ลงตัวในการบริหารจัดการพื้นที่กายภาพที่ไม่สอดรับกับพฤติกรรม Tourist Journey ยุคใหม่
หาก กทม. และกลุ่มผู้ค้ายังไม่สามารถหาจุดสมดุลระหว่าง "การรักษาเสน่ห์ดิบๆ" กับ "การรีโมเดลเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่" ให้ลงตัวได้ ตลาดนัดระดับตำนานแห่งนี้ก็อาจหมุนตามโลกไม่ทัน และกลายเป็นเพียง "เช็กอินถ่ายรูป" ที่ดึงดูดคนได้แค่ริมถนน แต่ไม่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เต็มศักยภาพเหมือนในอดีตอีกต่อไป




