วิกฤตมะพร้าวน้ำหอมราชบุรี ผลผลิตล้น-ราคาทรุด ส่อปมทุนจีนคุมล้ง
สถานการณ์ราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำต่อเนื่อง กำลังกระทบรายได้เกษตรกรในพื้นที่หลักอย่าง จ.ราชบุรี จ.สมุทรสาคร และ จ.สมุทรสงคราม ซึ่งเป็นแหล่งปลูกและส่งออกสำคัญของประเทศ ท่ามกลางข้อร้องเรียนปัญหาผลผลิตล้นตลาด และข้อกล่าวหาการเข้ามาครอบงำธุรกิจล้งโดยกลุ่มทุนจีน
ประยูร วิสุทธิไพศาล ประธานวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกผลไม้ส่งออก จ.ราชบุรี เปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือน พ.ค. 2568 ถึง ม.ค. 2569 ราคามะพร้าวน้ำหอมร่วงลงเหลือลูกละ 2 บาท ส่งผลกระทบหนักต่อชาวสวน แม้ปัจจุบันราคาจะขยับขึ้นมาที่ระดับ 5 บาทต่อลูกในบางช่วง แต่ยังอยู่ในภาวะเปราะบาง
ประยูร ระบุว่า ปัจจัยหนึ่งมาจากความผันผวนด้านสภาพอากาศ ปี 2568 เกิดภัยแล้งทำให้ผลผลิตน้อย เกษตรกรเร่งบำรุงต้น เมื่อฝนตกชุกในเวลาต่อมา ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมากพร้อมกัน จนเกิดภาวะล้นตลาด ตัวอย่างเช่น ในพื้นที่ราชบุรีเพียงจังหวัดเดียว มีพื้นที่ปลูกกว่า 1 แสนไร่ ผลผลิตออกสู่ตลาดวันละกว่า 2 ล้านลูก และอาจเพิ่มเป็น 3–4 ล้านลูกต่อวันในช่วงผลผลิตพีก
อย่างไรก็ตาม นอกจากปัจจัยผลผลิตแล้ว ยังมีข้อกล่าวหาเรื่องโครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนไป โดยประยูรระบุว่า ปัจจุบันล้งรับซื้อมะพร้าวจำนวนมากอยู่ในมือกลุ่มทุนจีน ซึ่งเข้ามาตั้งโรงงานแปรรูป เปิดล้งรับซื้อ และถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมฮั้วราคา รวมถึงใช้คนไทยเป็นนอมินีถือครองกิจการ
“เดิมมีล้งคนไทย 70–80 ราย แต่เมื่อทุนจีนเข้ามาตั้งโรงงานเองและกดราคารับซื้อ ทำให้ล้งไทยทยอยปิดกิจการ ปัจจุบันล้งจีนเพิ่มขึ้นและมีอำนาจกำหนดราคาเองตั้งแต่ต้นทาง บางรายเช่าพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ ตัดผลผลิตเอง แปรรูปและส่งออกเอง จึงควบคุมราคาได้ทั้งระบบ”
— ประยูร กล่าว
ประเด็นดังกล่าวถูกจับตาว่าเป็น ‘ปัญหาเชิงโครงสร้าง’ ที่กระทบอำนาจต่อรองของเกษตรกร และอาจเกี่ยวข้องกับช่องว่างด้านกฎหมายการเช่าที่ดินและการถือครองกิจการผ่านนอมินี
ด้านกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะมาตรการระยะสั้นเพื่อพยุงราคา และการบริหารจัดการผลผลิตช่วงฤดูฝนที่คาดว่าราคาจะอ่อนตัวอีกครั้ง
ทั้งนี้ ต้องจับตาการประกาศ “การขับเคลื่อนมาตรการบริหารจัดการสินค้าผลไม้ ปี 2569” ในวันจันทร์ที่ 2 มี.ค.นี้ ว่าจะมีแนวทางเฉพาะต่อสถานการณ์มะพร้าวน้ำหอมอย่างไร ทั้งในมิติการกำกับดูแลล้ง การตรวจสอบโครงสร้างตลาด และการรักษาเสถียรภาพราคาที่เป็นธรรมต่อเกษตรกร
วิกฤตราคามะพร้าวครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงปัญหาผลผลิตล้นตลาด แต่ยังสะท้อนความท้าทายด้านการแข่งขัน การกำกับดูแลทุนต่างชาติ และความจำเป็นในการปรับโครงสร้างตลาดสินค้าเกษตรไทยให้สมดุลและโปร่งใสมากขึ้นในระยะยาว




