ผู้ประกอบการไทยไม่ได้ขาดแค่เงินทุน แต่ขาด ‘ตลาด’
เบื้องหลังความร่วมมือครั้งนี้ สะท้อนโจทย์สำคัญของการสร้างอาชีพในยุคปัจจุบันนั่นคือ การช่วยให้ผู้ประกอบการไม่ได้มีเพียง ‘เงินทุนเริ่มต้น’ แต่ยังมี ‘ตลาด’ที่ทำให้ธุรกิจสามารถเดินต่อได้เพราะเมื่อพูดถึงการสร้างอาชีพ หลายครั้ง ‘เงินทุน’ ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ
สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ สิ่งที่ท้าทายไม่แพ้กันคือการเข้าถึงลูกค้า การสร้างฐานตลาด และการทำให้ธุรกิจอยู่รอดในระยะยาว ที่ผ่านมาภาครัฐมีมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการหลากหลายรูปแบบ ทั้งเงินกู้ เงินอุดหนุน และการพัฒนาทักษะอาชีพ ซึ่งช่วยลดอุปสรรคในช่วงเริ่มต้นได้ในระดับหนึ่ง
แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่ คือเมื่อมีเงินลงทุนแล้ว ผู้ประกอบการจะเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างไร และจะเปลี่ยนโอกาสในการเริ่มต้นธุรกิจให้กลายเป็นรายได้ที่มั่นคงได้อย่างไร จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้โครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” มีความน่าสนใจ เพราะไม่ได้มุ่งเพียงช่วยลดต้นทุนการเริ่มต้นธุรกิจ แต่เป็นการสร้างระบบสนับสนุนที่เชื่อมโยงทั้งเงินทุน องค์ความรู้ และโอกาสทางการค้า เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถก้าวเข้าสู่การเป็นผู้ประกอบการได้ง่ายขึ้น
จาก ‘เงินทุน’ สู่ ‘ระบบนิเวศของผู้ประกอบการ’
หนึ่งในแนวทางสำคัญของโครงการ คือการใช้ ธุรกิจแฟรนไชส์ เป็นเครื่องมือสร้างอาชีพ เนื่องจากเป็นโมเดลธุรกิจที่มีระบบบริหารจัดการและองค์ความรู้รองรับ ช่วยลดความเสี่ยงสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจจากศูนย์
ภายใต้โครงการรัฐบาลสนับสนุนค่าแพ็กเกจแฟรนไชส์ 50% สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อราย สำหรับแฟรนไชส์มาตรฐานที่เข้าร่วมโครงการกว่า 100 แบรนด์ พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้าสู่แหล่งเงินทุน และมาตรการส่งเสริมการใช้จ่ายผ่านระบบดิจิทัล เพื่อเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจสามารถเริ่มต้นได้อย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตาม สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก เงินทุนเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะปัจจัยที่จะกำหนดความสำเร็จในระยะยาว คือความสามารถในการเข้าถึงตลาดและสร้างฐานลูกค้า
ธุรกิจจะเติบโตไม่ได้ หากไม่มีพื้นที่ให้ขาย
จุดที่ทำให้โครงการนี้แตกต่าง คือการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าให้เกิดขึ้นจริง ซีพี แอ็กซ์ตร้า ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก ผ่านแม็คโครและโลตัส สนับสนุนพื้นที่จำหน่ายสินค้าให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ โดยไม่เสียค่าเช่าเป็นเวลา 6 เดือน พร้อมได้รับการสนับสนุนพื้นที่เพิ่มเติมจากสมาคมตลาดสดไทย
การมีพื้นที่ขายในทำเลที่มีผู้บริโภคอยู่แล้ว ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนในช่วงเริ่มต้น แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ทดลองตลาด เรียนรู้พฤติกรรมผู้บริโภค สร้างฐานลูกค้า และพัฒนาธุรกิจให้ตอบโจทย์ตลาดจริง เพราะในโลกธุรกิจ การมีสินค้าหรือบริการที่ดีอาจไม่เพียงพอ หากผู้ประกอบการยังไม่สามารถเชื่อมต่อกับผู้ซื้อได้
บทบาทใหม่จากสถานที่ขายสู่แพลตฟอร์มสร้างโอกาส
ความร่วมมือครั้งนี้ยังสะท้อนบทบาทที่เปลี่ยนไปของธุรกิจค้าปลีกยุคใหม่ จากเดิมที่เป็นเพียงสถานที่จำหน่ายสินค้า สู่การเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการกับผู้บริโภค การเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และธุรกิจแฟรนไชส์ ได้เข้าถึงตลาดโดยตรง ไม่เพียงสร้างโอกาสทางการค้า แต่ยังเป็นกลไกหนึ่งในการช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับเศรษฐกิจฐานราก ในมุมนี้ ค้าปลีกจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นจุดซื้อขายสินค้า แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสนับสนุนผู้ประกอบการ โดยใช้ศักยภาพของเครือข่ายและฐานผู้บริโภคที่มีอยู่ เชื่อมโยงโอกาสจากต้นน้ำไปสู่ปลายน้ำ
ความสำเร็จของการสร้างอาชีพ วัดจากผู้ประกอบการที่อยู่รอด
รัฐบาลตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วน GDP ของภาค SME จากประมาณ 35% เป็น 40% ภายใน 4 ปี ซึ่งการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ แต่ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ประกอบการที่สามารถดำเนินธุรกิจ สร้างรายได้ และเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
ท้ายที่สุดการสร้างอาชีพที่ยั่งยืนอาจไม่ได้เกิดจากการให้เงินสนับสนุนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการสร้าง‘ระบบนิเวศ’ ที่ช่วยลดความเสี่ยง เพิ่มโอกาส และทำให้ผู้ประกอบการเข้าถึงตลาดได้จริง
เพราะการช่วยให้คนไทยมีอาชีพในวันนี้ อาจไม่ใช่เพียงการช่วยให้ใครบางคนเปิดร้านได้สำเร็จ แต่คือการสร้างเงื่อนไขให้ธุรกิจสามารถเดินต่อ เติบโต และกลายเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจในระยะยาว และนี่อาจเป็นอีกหนึ่งแนวทางของการสร้างผู้ประกอบการไทยยุคใหม่ ที่ไม่ได้เพียงช่วยให้ ‘เริ่มต้นธุรกิจ’ แต่ช่วยให้เติบโตได้จริง
ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดโครงการและเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่เข้าร่วมได้ที่ ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th





