CPP แต่งตั้ง Token X เดินหน้า Carbon Tokenization ปลดล็อก “ทุนธรรมชาติ” เชื่อมระบบการเงินสีเขียวด้วยบล็อกเชน

27 ส.ค. 2569 - 15:46

  • CPP จับมือ Token X ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนแปลงคาร์บอนเครดิตเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล แก้ปัญหาราคาผันผวน เพิ่มโความโปร่งใส และตรวจสอบได้

  • ผลักดันโครงการคาร์บอนภาคเกษตร เปลี่ยนทุนธรรมชาติเป็นรายได้ที่ยั่งยืนให้เกษตรกร

  • วางโครงสร้าง Green Tokenization ปูทางภาคธุรกิจพร้อมรองรับ พ.ร.บ.ลดโลกร้อน และมาตรการการค้าสากล

CPP แต่งตั้ง Token X เดินหน้า Carbon Tokenization ปลดล็อก “ทุนธรรมชาติ” เชื่อมระบบการเงินสีเขียวด้วยบล็อกเชน

วิกฤตสภาพภูมิอากาศและมาตรการการค้าสากล กำลังสร้างกติกาการค้าใหม่ที่บีบให้ภาคธุรกิจทั่วโลกต้องปรับตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเทศไทยในฐานะผู้ที่ประกาศเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 30-40% ภายในปี 2030 จากปริมาณการปล่อยเฉลี่ยปีละกว่า 400 ล้านตันคาร์บอนเทียบเท่า กำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ เนื่องจากปริมาณคาร์บอนเครดิตในประเทศปัจจุบันที่เป็นภาคสมัครใจยังตอบสนองได้เพียง 10-20 ล้านตันฯ ดังนั้น การสร้างนวัตกรรมใหม่เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการระดมทุนสีเขียวจึงกลายเป็นโจทย์สำคัญระดับชาติ

cpp-token-x-carbon-tokenization-01.jpg

เพื่อเร่งสปีดให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน ล่าสุด ธุรกิจคาร์บอนเครดิตบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด (CPP) ภายใต้ธุรกิจพืชครบวงจร ข้าว ขนส่ง และบริการ (CPCRT) เครือเจริญโภคภัณฑ์ เดินหน้าศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนและแนวคิด “Green Tokenization” กับโครงการด้านสิ่งแวดล้อม โดยแต่งตั้ง บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด หรือ Token X (บริษัทลูกภายใต้กลุ่ม SCBX) เป็นผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal) ที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. ศึกษาการเชื่อมโยงคุณค่าจาก “ทุนธรรมชาติ” (Natural Capital) เข้ากับระบบการเงินและแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Capital) เพื่อร่วมกันผลักดันโครงการ “Carbon Tokenization” แปลงสินทรัพย์สีเขียวให้เป็นโทเคนดิจิทัล เปิดมิติใหม่ให้วงการคาร์บอนเครดิตไทย พร้อมสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

คุณวรสิทธิ์ สิทธิวิชัย ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการธุรกิจคาร์บอนเครดิต บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด (CPP)
คุณวรสิทธิ์ สิทธิวิชัย ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการธุรกิจคาร์บอนเครดิต บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด (CPP)

คุณวรสิทธิ์ สิทธิวิชัย ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการธุรกิจคาร์บอนเครดิต บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด (CPP) กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของความร่วมมือครั้งนี้คือการร่วมกันศึกษาว่าเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงินจะช่วยปลดล็อกคุณค่าของทุนธรรมชาติได้อย่างไร ตั้งแต่การลดและกักเก็บคาร์บอน การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงการดูแลความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อเปลี่ยนคุณค่าจากระบบนิเวศให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรกร ชุมชน และเศรษฐกิจในระยะยาว

ภายใต้แนวคิด “Green Tokenization” การศึกษาจะไม่ได้มุ่งเพียงการนำสินทรัพย์จากโครงการสีเขียวมาอยู่ในรูปแบบโทเคนดิจิทัล แต่ครอบคลุมถึงการสร้างกลไกที่เชื่อมโยงโครงการด้านสิ่งแวดล้อม ข้อมูล ผลลัพธ์ และแหล่งเงินทุนเข้าด้วยกัน โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อสนับสนุนความโปร่งใสและการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ขณะที่ “คาร์บอนเครดิต” จะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการสะท้อนผลลัพธ์ด้านการลดและกักเก็บก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการพิจารณาคุณค่าด้านระบบนิเวศอื่นๆ อาทิ การฟื้นฟูป่า การอนุรักษ์ถิ่นที่อยู่อาศัย และความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่ง “Biodiversity Credits” อาจเป็นอีกแนวทางที่สามารถนำมาศึกษาต่อยอดเพื่อสะท้อนคุณค่าของทุนธรรมชาติในมิติที่กว้างขึ้น

คุณจิตตินันท์ ชาติสีหราช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลงทุน บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด
คุณจิตตินันท์ ชาติสีหราช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลงทุน บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด

การเชื่อมโยงระบบนิเวศการเงินรูปแบบใหม่

“คาร์บอนเครดิตถือเป็นกลไกแรกๆ ที่ทำให้เราวัดมูลค่าสิ่งที่เราได้จากธรรมชาติ ผสานร่วมกับระบบเศรษฐกิจ ด้วยการแปลงทุนธรรมชาติเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล  โดย Token X มีเป้าหมายที่จะเชื่อมโยง 3 โลกเข้าด้วยกัน ได้แก่ โลกธรรมชาติ โลกการเงิน และโลกเทคโนโลยี (Tokenization) เพื่อสร้างความยั่งยืนทางการเงิน (Financial Sustainability) ให้เกิดขึ้นจริง”

 คุณจิตตินันท์ ชาติสีหราช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลงทุน บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด ระบุ

 คุณวันรบ บุญธรรม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด
 คุณวันรบ บุญธรรม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด

ขณะที่ คุณวันรบ บุญธรรม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยส่วนใหญ่ยังเป็นระบบ Over-the-counter (OTC) หรือการตกลงราคากันเอง ส่งผลให้เกิดปัญหาราคาผันผวน (จากสถิติมีตั้งแต่ 300 ถึง 3,000 บาทต่อตันฯ) ขาดราคากลางที่ชัดเจนและมีสภาพคล่องต่ำ

เพื่อทลายข้อจำกัดตลาดเดิมสู่สภาพคล่องระดับสากลการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Tokenization หรือการแปลงสินทรัพย์ที่มีอยู่จริง (Real World Asset: RWA) ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลโทเคน จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะเข้ามาแก้โจทย์ตลาดคาร์บอนเครดิตในหลายมิติ อาทิ

  • Price Discovery บล็อกเชนและระบบการซื้อขายโทเคนจะทำหน้าที่ค้นหาราคาที่สะท้อนจาก Demand-Supply จริงในตลาดรอง สร้างราคากลางที่เป็นธรรม โปร่งใส และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
  • Liquidity & Fractionalization ซื้อขายเปลี่ยนมือได้ง่ายขึ้น เพิ่มความคล่องตัวให้องค์กรที่ต้องการชดเชยคาร์บอน
  • Democratize Investment เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนทุกกลุ่ม ทั้งนักลงทุนรายย่อย (Retail), ผู้มีสินทรัพย์สูง (High Net Worth) ตลอดจนกองทุน Thai ESG Fund และบริษัทจดทะเบียน เข้าถึงการลงทุนในสินทรัพย์สีเขียวได้อย่างกว้างขวาง

ยกระดับความโปร่งใสด้วย 3 กลไกหลัก

เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและขจัดข้อกังวลเรื่องการฟอกเขียว (Greenwashing) และ Double Counting โครงการนี้จึงใช้กลไกการทวนสอบและเทคโนโลยีที่รัดกุม ทั้ง Blockchain Traceability บันทึกประวัติข้อมูลบนบล็อกเชน ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน, DRMV & Satellite Technology ปรับเปลี่ยนจากการเก็บข้อมูลจากการสอบถามมาใช้เทคโนโลยีระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) และภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อวิเคราะห์และทวนสอบพื้นที่จริง และ Physical Verification ลงพื้นที่ตรวจวัดความเติบโตของต้นไม้และประเมินการกักเก็บคาร์บอนจริงในแปลงเกษตรและพื้นที่ป่า

cpp-token-x-carbon-tokenization-05.jpg

ใครบ้างจะได้รับประโยชน์จาก Green Tokenization?

  • เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่น ได้รับส่วนแบ่งรายได้จากการระดมทุนและขายคาร์บอนเครดิต เช่น ตั้งเป้าเพิ่มรายได้เสริมที่มั่นคงควบคู่กับการรักษาทรัพยากร
  • ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม  มีช่องทางชดเชยคาร์บอนเครดิตที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ รองรับมาตรการการค้าระดับโลกอย่าง CBAM หรือ พ.ร.บ.ลดโลกร้อน ที่กำลังจะมีผลบังคับใช้
  • นักลงทุน  สามารถเข้าถึงสินทรัพย์สีเขียว (Green Assets) ที่มีความน่าเชื่อถือ มีสภาพคล่อง และตอบโจทย์เป้าหมายการลงทุนตามหลัก ESG
  • ประเทศไทย  เร่งรัดการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ดร.สดุดี สุพรรณไพ รองกรรมการผู้จัดการ ข้าว ซี.พี. จำกัด
ดร.สดุดี สุพรรณไพ รองกรรมการผู้จัดการ ข้าว ซี.พี. จำกัด

“Tokenization จากความร่วมมือกันระหว่างธุรกิจคาร์บอนเครดิต ของ CPP และ Token X นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สนับสนุนการทำให้เกิดโครงการคาร์บอนเครดิตมากขึ้น ความคาดหวังสุดท้ายหากเราทำสำเร็จ นอกจากจะเป็นการสนับสนุนเป้าหมาย Carbon Neutrality รายได้ที่เกิดขึ้นจากการระดมทุนต่างๆ จะสะท้อนกลับคืนไปเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นให้กับเกษตรกร คนปลูกป่า คนดูแลรักษาป่า และคนที่รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ให้มีโอกาสทำความดีได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความยั่งยืนที่เข้มแข็งให้แก่ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนต่อไป”

 ดร.สดุดี สุพรรณไพ รองกรรมการผู้จัดการ ข้าว ซี.พี. จำกัด กล่าว

โครงการนำร่องคาร์บอนเครดิตเพื่อความยั่งยืนของภาคเกษตรไทย

สำหรับโครงการคาร์บอนเครดิตได้เริ่มต้นพัฒนาในพื้นที่สวนยางพาราภาคอีสาน เนื่องจากมีพื้นที่และศักยภาพสูง ภายใต้ความร่วมมือของกลุ่มคาร์บอนโปรแกรม (เครือเจริญโภคภัณฑ์), การยางแห่งประเทศไทย (กยท.), องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ร่วมกับหน่วยงานวิชาการอย่างคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี โดยมีการเปลี่ยนผ่านจากระบบจัดเก็บข้อมูลแบบเดิมที่เป็นการสอบถามข้อมูลจากเกษตรกร มาสู่ระบบ DRMV ที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมและระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) ในการวิเคราะห์และทวนสอบข้อมูลพื้นที่ เพื่อสร้างความโปร่งใสและแม่นยำในการประเมินคาร์บอนเครดิต

จากพื้นที่สวนยางพารา โครงการป่าไม้ สู่โครงการนาข้าว โดยคาร์บอนเครดิตสามารถทำได้ 2 รูปแบบคือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยวิธีทำนาเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWD) เพื่อลดก๊าซมีเทนจากการปล่อยน้ำท่วมขัง เน้นทำในภาคกลางและภาคเหนือที่มีระบบชลประทานควบคุมน้ำได้ และรูปแบบการกักเก็บคาร์บอนในดิน โดยการสะสมอินทรีย์วัตถุและไม่เผา ซึ่งทดสอบในเขตอีสาน (จ.ศรีสะเกษ, อุบลราชธานี, สุรินทร์) เบื้องต้นสามารถประเมินการกักเก็บคาร์บอนในดินได้ประมาณ 0.5 ตันฯ ต่อไร่

แผนการดำเนินงานในอนาคต

คุณวันรบ ระบุว่า ความร่วมมือดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้และการวางโครงสร้าง ครอบคลุมทั้งด้านกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โครงสร้างการออกและเสนอขายโทเคนดิจิทัล ความเหมาะสมของสินทรัพย์หรือคุณค่าที่นำมาอ้างอิง กลไกการจัดสรรผลประโยชน์ ตลอดจนการประยุกต์ใช้บล็อกเชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และการตรวจสอบย้อนกลับ โดยยังไม่ได้เป็นการออกหรือเสนอขาย Digital Token ดาดว่าปลายปีนี้จะได้ยื่นเอกสารการออกแบบโครงการ (PDD) ต่อองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เพื่อเข้าสู่กระบวนการรับรองโครงการตามมาตรฐาน T-VER ต่อด้วยการดำเนินการจัดทำรายงานการติดตามประเมินผล (Monitoring Report) เพื่อยืนยันปริมาณการกักเก็บคาร์บอนจริง เป็นไปได้ว่าปีหน้าอาจได้เห็นการพิจารณาเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO) เมื่อผลศึกษามีความพร้อมและได้รับอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. ตามกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ความร่วมมือระหว่าง CPP และ Token X ในครั้งนี้จึงนับเป็นหมุดหมายสำคัญในการผสานองค์ความรู้ด้านการเกษตร การจัดการคาร์บอน เทคโนโลยีบล็อกเชน และนวัตกรรมทางการเงิน เพื่อแปลงคุณค่าจาก “ทุนธรรมชาติ” ให้กลายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเป็นระบบ พร้อมวางรากฐานระบบนิเวศการเงินสีเขียว (Green Tokenization) ให้กับประเทศไทยอย่างแท้จริง

ท่ามกลางแรงขับเคลื่อนสำคัญ ทั้งมาตรการการค้าระดับโลกอย่าง CBAM ออสเตรเลีย และจีน ที่พร้อมคัดบริษัทที่ไม่ลด Carbon Footprint ออกจากบัญชีคู่ค้า ความชัดเจนของ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กำลังจะกำหนดโควตาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง ตลอดจนความตื่นตัวของนักลงทุนทุกกลุ่ม การก้าวลงสนามของสองยักษ์ใหญ่ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสให้ตลาดคาร์บอนเครดิตไทย แต่ยังเป็นการเปิดประตูให้เกษตรกรและภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว ไปพร้อมกับขับเคลื่อนประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และเติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีการค้าโลก

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์