วิกฤตสภาพภูมิอากาศและมาตรการการค้าสากล กำลังสร้างกติกาการค้าใหม่ที่บีบให้ภาคธุรกิจทั่วโลกต้องปรับตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเทศไทยในฐานะผู้ที่ประกาศเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 30-40% ภายในปี 2030 จากปริมาณการปล่อยเฉลี่ยปีละกว่า 400 ล้านตันคาร์บอนเทียบเท่า กำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ เนื่องจากปริมาณคาร์บอนเครดิตในประเทศปัจจุบันที่เป็นภาคสมัครใจยังตอบสนองได้เพียง 10-20 ล้านตันฯ ดังนั้น การสร้างนวัตกรรมใหม่เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการระดมทุนสีเขียวจึงกลายเป็นโจทย์สำคัญระดับชาติ

เพื่อเร่งสปีดให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน ล่าสุด ธุรกิจคาร์บอนเครดิตบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด (CPP) ภายใต้ธุรกิจพืชครบวงจร ข้าว ขนส่ง และบริการ (CPCRT) เครือเจริญโภคภัณฑ์ เดินหน้าศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนและแนวคิด “Green Tokenization” กับโครงการด้านสิ่งแวดล้อม โดยแต่งตั้ง บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด หรือ Token X (บริษัทลูกภายใต้กลุ่ม SCBX) เป็นผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal) ที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. ศึกษาการเชื่อมโยงคุณค่าจาก “ทุนธรรมชาติ” (Natural Capital) เข้ากับระบบการเงินและแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Capital) เพื่อร่วมกันผลักดันโครงการ “Carbon Tokenization” แปลงสินทรัพย์สีเขียวให้เป็นโทเคนดิจิทัล เปิดมิติใหม่ให้วงการคาร์บอนเครดิตไทย พร้อมสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

คุณวรสิทธิ์ สิทธิวิชัย ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการธุรกิจคาร์บอนเครดิต บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด (CPP) กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของความร่วมมือครั้งนี้คือการร่วมกันศึกษาว่าเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงินจะช่วยปลดล็อกคุณค่าของทุนธรรมชาติได้อย่างไร ตั้งแต่การลดและกักเก็บคาร์บอน การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงการดูแลความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อเปลี่ยนคุณค่าจากระบบนิเวศให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรกร ชุมชน และเศรษฐกิจในระยะยาว
ภายใต้แนวคิด “Green Tokenization” การศึกษาจะไม่ได้มุ่งเพียงการนำสินทรัพย์จากโครงการสีเขียวมาอยู่ในรูปแบบโทเคนดิจิทัล แต่ครอบคลุมถึงการสร้างกลไกที่เชื่อมโยงโครงการด้านสิ่งแวดล้อม ข้อมูล ผลลัพธ์ และแหล่งเงินทุนเข้าด้วยกัน โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อสนับสนุนความโปร่งใสและการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ขณะที่ “คาร์บอนเครดิต” จะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการสะท้อนผลลัพธ์ด้านการลดและกักเก็บก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการพิจารณาคุณค่าด้านระบบนิเวศอื่นๆ อาทิ การฟื้นฟูป่า การอนุรักษ์ถิ่นที่อยู่อาศัย และความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่ง “Biodiversity Credits” อาจเป็นอีกแนวทางที่สามารถนำมาศึกษาต่อยอดเพื่อสะท้อนคุณค่าของทุนธรรมชาติในมิติที่กว้างขึ้น

การเชื่อมโยงระบบนิเวศการเงินรูปแบบใหม่
“คาร์บอนเครดิตถือเป็นกลไกแรกๆ ที่ทำให้เราวัดมูลค่าสิ่งที่เราได้จากธรรมชาติ ผสานร่วมกับระบบเศรษฐกิจ ด้วยการแปลงทุนธรรมชาติเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล โดย Token X มีเป้าหมายที่จะเชื่อมโยง 3 โลกเข้าด้วยกัน ได้แก่ โลกธรรมชาติ โลกการเงิน และโลกเทคโนโลยี (Tokenization) เพื่อสร้างความยั่งยืนทางการเงิน (Financial Sustainability) ให้เกิดขึ้นจริง”
— คุณจิตตินันท์ ชาติสีหราช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลงทุน บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด ระบุ

ขณะที่ คุณวันรบ บุญธรรม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยส่วนใหญ่ยังเป็นระบบ Over-the-counter (OTC) หรือการตกลงราคากันเอง ส่งผลให้เกิดปัญหาราคาผันผวน (จากสถิติมีตั้งแต่ 300 ถึง 3,000 บาทต่อตันฯ) ขาดราคากลางที่ชัดเจนและมีสภาพคล่องต่ำ
เพื่อทลายข้อจำกัดตลาดเดิมสู่สภาพคล่องระดับสากลการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Tokenization หรือการแปลงสินทรัพย์ที่มีอยู่จริง (Real World Asset: RWA) ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลโทเคน จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะเข้ามาแก้โจทย์ตลาดคาร์บอนเครดิตในหลายมิติ อาทิ
- Price Discovery บล็อกเชนและระบบการซื้อขายโทเคนจะทำหน้าที่ค้นหาราคาที่สะท้อนจาก Demand-Supply จริงในตลาดรอง สร้างราคากลางที่เป็นธรรม โปร่งใส และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
- Liquidity & Fractionalization ซื้อขายเปลี่ยนมือได้ง่ายขึ้น เพิ่มความคล่องตัวให้องค์กรที่ต้องการชดเชยคาร์บอน
- Democratize Investment เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนทุกกลุ่ม ทั้งนักลงทุนรายย่อย (Retail), ผู้มีสินทรัพย์สูง (High Net Worth) ตลอดจนกองทุน Thai ESG Fund และบริษัทจดทะเบียน เข้าถึงการลงทุนในสินทรัพย์สีเขียวได้อย่างกว้างขวาง
ยกระดับความโปร่งใสด้วย 3 กลไกหลัก
เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและขจัดข้อกังวลเรื่องการฟอกเขียว (Greenwashing) และ Double Counting โครงการนี้จึงใช้กลไกการทวนสอบและเทคโนโลยีที่รัดกุม ทั้ง Blockchain Traceability บันทึกประวัติข้อมูลบนบล็อกเชน ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน, DRMV & Satellite Technology ปรับเปลี่ยนจากการเก็บข้อมูลจากการสอบถามมาใช้เทคโนโลยีระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) และภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อวิเคราะห์และทวนสอบพื้นที่จริง และ Physical Verification ลงพื้นที่ตรวจวัดความเติบโตของต้นไม้และประเมินการกักเก็บคาร์บอนจริงในแปลงเกษตรและพื้นที่ป่า

ใครบ้างจะได้รับประโยชน์จาก Green Tokenization?
- เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่น ได้รับส่วนแบ่งรายได้จากการระดมทุนและขายคาร์บอนเครดิต เช่น ตั้งเป้าเพิ่มรายได้เสริมที่มั่นคงควบคู่กับการรักษาทรัพยากร
- ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม มีช่องทางชดเชยคาร์บอนเครดิตที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ รองรับมาตรการการค้าระดับโลกอย่าง CBAM หรือ พ.ร.บ.ลดโลกร้อน ที่กำลังจะมีผลบังคับใช้
- นักลงทุน สามารถเข้าถึงสินทรัพย์สีเขียว (Green Assets) ที่มีความน่าเชื่อถือ มีสภาพคล่อง และตอบโจทย์เป้าหมายการลงทุนตามหลัก ESG
- ประเทศไทย เร่งรัดการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

“Tokenization จากความร่วมมือกันระหว่างธุรกิจคาร์บอนเครดิต ของ CPP และ Token X นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สนับสนุนการทำให้เกิดโครงการคาร์บอนเครดิตมากขึ้น ความคาดหวังสุดท้ายหากเราทำสำเร็จ นอกจากจะเป็นการสนับสนุนเป้าหมาย Carbon Neutrality รายได้ที่เกิดขึ้นจากการระดมทุนต่างๆ จะสะท้อนกลับคืนไปเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นให้กับเกษตรกร คนปลูกป่า คนดูแลรักษาป่า และคนที่รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ให้มีโอกาสทำความดีได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความยั่งยืนที่เข้มแข็งให้แก่ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนต่อไป”
— ดร.สดุดี สุพรรณไพ รองกรรมการผู้จัดการ ข้าว ซี.พี. จำกัด กล่าว
โครงการนำร่องคาร์บอนเครดิตเพื่อความยั่งยืนของภาคเกษตรไทย
สำหรับโครงการคาร์บอนเครดิตได้เริ่มต้นพัฒนาในพื้นที่สวนยางพาราภาคอีสาน เนื่องจากมีพื้นที่และศักยภาพสูง ภายใต้ความร่วมมือของกลุ่มคาร์บอนโปรแกรม (เครือเจริญโภคภัณฑ์), การยางแห่งประเทศไทย (กยท.), องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ร่วมกับหน่วยงานวิชาการอย่างคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี โดยมีการเปลี่ยนผ่านจากระบบจัดเก็บข้อมูลแบบเดิมที่เป็นการสอบถามข้อมูลจากเกษตรกร มาสู่ระบบ DRMV ที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมและระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) ในการวิเคราะห์และทวนสอบข้อมูลพื้นที่ เพื่อสร้างความโปร่งใสและแม่นยำในการประเมินคาร์บอนเครดิต
จากพื้นที่สวนยางพารา โครงการป่าไม้ สู่โครงการนาข้าว โดยคาร์บอนเครดิตสามารถทำได้ 2 รูปแบบคือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยวิธีทำนาเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWD) เพื่อลดก๊าซมีเทนจากการปล่อยน้ำท่วมขัง เน้นทำในภาคกลางและภาคเหนือที่มีระบบชลประทานควบคุมน้ำได้ และรูปแบบการกักเก็บคาร์บอนในดิน โดยการสะสมอินทรีย์วัตถุและไม่เผา ซึ่งทดสอบในเขตอีสาน (จ.ศรีสะเกษ, อุบลราชธานี, สุรินทร์) เบื้องต้นสามารถประเมินการกักเก็บคาร์บอนในดินได้ประมาณ 0.5 ตันฯ ต่อไร่
แผนการดำเนินงานในอนาคต
คุณวันรบ ระบุว่า ความร่วมมือดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้และการวางโครงสร้าง ครอบคลุมทั้งด้านกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โครงสร้างการออกและเสนอขายโทเคนดิจิทัล ความเหมาะสมของสินทรัพย์หรือคุณค่าที่นำมาอ้างอิง กลไกการจัดสรรผลประโยชน์ ตลอดจนการประยุกต์ใช้บล็อกเชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และการตรวจสอบย้อนกลับ โดยยังไม่ได้เป็นการออกหรือเสนอขาย Digital Token ดาดว่าปลายปีนี้จะได้ยื่นเอกสารการออกแบบโครงการ (PDD) ต่อองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เพื่อเข้าสู่กระบวนการรับรองโครงการตามมาตรฐาน T-VER ต่อด้วยการดำเนินการจัดทำรายงานการติดตามประเมินผล (Monitoring Report) เพื่อยืนยันปริมาณการกักเก็บคาร์บอนจริง เป็นไปได้ว่าปีหน้าอาจได้เห็นการพิจารณาเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO) เมื่อผลศึกษามีความพร้อมและได้รับอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. ตามกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ความร่วมมือระหว่าง CPP และ Token X ในครั้งนี้จึงนับเป็นหมุดหมายสำคัญในการผสานองค์ความรู้ด้านการเกษตร การจัดการคาร์บอน เทคโนโลยีบล็อกเชน และนวัตกรรมทางการเงิน เพื่อแปลงคุณค่าจาก “ทุนธรรมชาติ” ให้กลายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเป็นระบบ พร้อมวางรากฐานระบบนิเวศการเงินสีเขียว (Green Tokenization) ให้กับประเทศไทยอย่างแท้จริง
ท่ามกลางแรงขับเคลื่อนสำคัญ ทั้งมาตรการการค้าระดับโลกอย่าง CBAM ออสเตรเลีย และจีน ที่พร้อมคัดบริษัทที่ไม่ลด Carbon Footprint ออกจากบัญชีคู่ค้า ความชัดเจนของ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กำลังจะกำหนดโควตาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง ตลอดจนความตื่นตัวของนักลงทุนทุกกลุ่ม การก้าวลงสนามของสองยักษ์ใหญ่ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสให้ตลาดคาร์บอนเครดิตไทย แต่ยังเป็นการเปิดประตูให้เกษตรกรและภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว ไปพร้อมกับขับเคลื่อนประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และเติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีการค้าโลก





