'ชนินทธ์' ลั่นไม่ไปไหน หลัง 2 สาวทายาท เอื้อกลุ่มเซ็นทรัลฮุบดุสิต

27 ส.ค. 2568 - 12:38

  • ถ้าหากสามารถปลดได้ ก็จะยังอยู่กับดุสิตธานีในบทบาทอื่น

  • มีความพยายาม Take Over โดยเสนอกรรมการใหม่บางคนที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับกลุ่มเซ็นทรัล

  • เปิดทางให้คนนอกเข้าควบคุมกิจการที่ครอบครัวสร้างมา

'ชนินทธ์' ลั่นไม่ไปไหน หลัง 2 สาวทายาท เอื้อกลุ่มเซ็นทรัลฮุบดุสิต

ชนินทธ์ โทณวณิก รักษาการประธานกรรมการ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)แถลงข่าวถึงประเด็น บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ได้เสนอวาระให้ถอดถอดออกจากตำแหน่งกรรมการ ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของ บมจ.ดุสิตธานี

จุดเริ่มต้นของปัญหา

เรื่องนี้ไม่ได้เริ่มจากความวุ่นวายของการประชุมสามัญประจำปีผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 32/2568 ที่ผ่านมาทั้ง 2 ครั้ง และการไม่อนุมัติงบการเงินประจำปี 2567 ของ บมจ. ดุสิตธานี  แต่จุดเริ่มต้นของปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นหลังจากที่คุณแม่ ท่านผู้หญิง ชนัตถ์  ปิยะอุย สิ้น

เนื่องจากท่านผู้หญิงฯ ได้มอบหมายให้ตนเองเป็นเสาหลักในการดูแลกิจการของบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ. ดุสิตธานี และธุรกิจอื่นของครอบครัวเป็นเวลากว่า 30 ปี  ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา อำนาจกรรมการของบริษัทภายใต้การดูแลของท่านผู้หญิงฯ คือ ท่านผู้หญิงฯ ลงนามร่วมกับตนเอง หรือ ท่านผู้หญิงฯ ลงนามร่วมกับคุณสินี  เธียรประสิทธิ์ 

โดยเมื่อท่านผู้หญิงฯ ไม่อยู่แล้ว ตนเองคือผู้ลงนามหลัก ที่ต้องลงนามร่วมกับคุณสินี หรือตนเองลงนามร่วมกับน้องคนเล็ก 

หลังจากนั้นน้องทั้งสองคนได้ร่วมกันใช้เสียงโหวตเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการเดิมที่คุณแม่กำหนดไว้ เพื่อแก้ไขอำนาจกรรมการ โดยไม่ฟังเสียงของตนเอง

“ผมมีอำนาจหลักในการลงนามร่วมกับใครคนใดคนหนึ่ง เปลี่ยนให้เป็นกรรมการสองในสามลงนามร่วมกัน และหลังจากนั้น น้องๆ ก็ร่วมกันปลดผมออกจากการเป็นกรรมการของบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด รวมถึงการปลดผมออกจากการเป็นกรรมการทุกบริษัทในกองมรดก ทั้งที่ผมเองก็เป็นหนึ่งในผู้จัดการมรดก ซึ่งการกระทำเช่นนี้ไม่ถูกต้อง และไม่เป็นธรรม ผมจึงจำเป็นต้องใช้สิทธิตามกฎหมาย เพื่อปกป้องสิทธิของผม และขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง”

 รักษาการประธานกรรมการ บมจ. ดุสิตธานี กล่าวต่อไปว่า ในช่วงโควิด เราทั้ง 3 คน มีการตกลงที่จะแบ่งกองมรดกออกเป็น 3 ส่วน คือ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด (ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.ดุสิตธานี) บริษัท ปิยะศิริ จำกัด (ถือหุ้นใหญ่ในโรงพยาบาลสุขุมวิท) และ บริษัท ธนจิรัง จำกัด (เป็นบริษัทที่ดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์) โดยทุกฝ่ายตกลงให้ตนเองได้หุ้นทั้งหมดในบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ในขณะที่น้องแต่ละคนได้หุ้นในอีกสองบริษัทดังกล่าว และให้นำทรัพย์สินอื่นๆ มาชดเชยกันให้เป็นธรรมและเท่าเทียมกันสำหรับทุกฝ่าย แต่ในภายหลัง ทั้งสองคนเปลี่ยนใจไม่ยอมรับข้อตกลงนั้น ซึ่งตนเองเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของน้องทั้งสอง น่าจะเป็นผลมาจากโครงการดุสิต เรสซิเดนเซส เกิดขายดีกว่าที่คิด หลังจากโควิดจบลง

economic-business-thai-dusit-SPACEBAR-Photo01.jpg

ผลกระทบที่ลุกลามมาถึงดุสิตธานี

ตลอดเวลาที่ผ่านมา รักษาการประธานกรรมการ บมจ. ดุสิตธานี กล่าวว่า ตนเองไม่เคยออกมาพูดเรื่องนี้ เพราะมองว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัว และยังหวังว่าการฟ้องร้องต่างๆ  เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายจะนำไปสู่การไกล่เกลี่ย และประนีประนอม แต่วันนี้จำเป็นต้องออกมาพูด เพราะการกระทำแบบเดียวกันได้ขยายมาถึงบมจ. ดุสิตธานี

“ก่อนหน้านี้ พวกเขาใช้อำนาจผ่านบริษัท ชนัตถ์และลูก ไม่อนุมัติงบการเงิน ทั้งที่งบการเงินไม่ได้มีปัญหา และล่าสุดยังพยายามถอดถอนผมออกจากตำแหน่งกรรมการในดุสิตธานี เพื่อแต่งตั้งบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับคนนอกครอบครัวเข้ามาควบคุมอำนาจบริหาร ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อ บมจ. ดุสิตธานี แต่ยังเป็นการเปิดทางให้คนนอกครอบครัวเข้ามายึดกิจการที่ครอบครัวสร้างมาอีกด้วย นอกจากนี้ ผมเห็นว่าผู้ที่จะต้องเสียหายไปด้วยก็คือ ผู้ถือหุ้นรายย่อยที่อยู่ในฐานะที่ไม่สามารถตอบโต้ หรือทำอะไรได้เลย”

การเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการและความพยายาม Take Over

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะ

  • มีการเสนอกรรมการใหม่บางคนที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับกลุ่มเซ็นทรัล
  • การเปลี่ยนกรรมการที่มีอำนาจจากคนในครอบครัวไปสู่คนนอก  ที่ไม่เคยบริหารและไม่รู้จักดุสิตธานีอย่างแท้จริงมาก่อน โดย 2 ใน 3 สามารถลงนามแทนบริษัท เป็นการเปิดทางให้คนนอกเข้าควบคุมกิจการที่ครอบครัวสร้างมาได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องมีกรรมการเดิมลงนามเลยก็สามารถผูกพันดุสิตธานีได้

และที่ผ่านมา ยังมีความพยายามผลักดันให้ตนเองแบ่งหุ้นบริษัท ชนัตถ์และลูก ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ. ดุสิตธานีออกเป็นสามส่วน เพื่อขายต่อให้คนนอก ทั้งๆ ที่ข้อบังคับของบริษัท ชนัตถ์และลูก ระบุไว้ว่า ไม่ให้ขายหุ้นของชนัตถ์และลูก ให้แก่คนนอกครอบครัว ซึ่งการกระทำเช่นนี้ เท่ากับเปิดประตูให้คนนอกเข้ามาครอบครองกิจการที่เคยเป็นของครอบครัวสร้างมาด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง

ความพยายามในการแทรกแซง

กลุ่มเซ็นทรัลเคยพยายามเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ บมจ.ดุสิตธานีหลายครั้ง ครั้งหนึ่งเคยซื้อหุ้นดุสิตธานี จนถึง 22.5% โดยไม่แจ้งให้เราทราบ ทั้งที่เป็นพันธมิตรและคู่สัญญาในโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค จนตนเองต้องไปเจรจา เพื่อขอให้เขาขายหุ้นออกครึ่งหนึ่ง และขอไม่ให้กลุ่มเซ็นทรัลส่งคนมานั่งเป็นกรรมการ เพราะธุรกิจเรามีความทับซ้อนกัน เช่น ธุรกิจสายโรงแรมก็มีการแข่งขันกันโดยตรง และยังมีธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจอาหารเหมือนกัน ด้วยเกรงว่าจะเกิดปัญหาเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์

“ผมได้ทราบมาจากหลายช่องทางและเข้าใจว่า ทางกลุ่มเซ็นทรัลและบริษัท ชนัตถ์และลูก ภายใต้การบริหารของน้องสาวทั้งสองของผม ได้มีการหารือกันหลายครั้ง เพื่อหาทางซื้อหุ้นเพิ่ม ผมเข้าใจว่าการหารือกันระหว่างทั้งสองฝ่ายอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะเข้าควบคุมอำนาจบริหารกิจการดุสิตธานี  ซึ่งผมเห็นว่าการกระทำเช่นนี้ไม่ถูกต้อง และจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจและโครงการดุสิต เรสซิเดนเซส และยังอาจมีประเด็นเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เนื่องจากความทับซ้อนของธุรกิจ และที่สำคัญ ณ ปัจจุบัน โครงการนี้ สามารถขายไปได้แล้วกว่า 92% เพราะผู้ซื้อเชื่อมั่นในชื่อเสียงและการบริหารงานอย่างมีคุณภาพ และการไม่เอาเปรียบผู้ซื้อของดุสิตธานี แต่ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ซื้อ และอาจจะส่งผลกระทบต่อการโอนห้องชุด ที่จะเริ่มในไม่กี่เดือนข้างหน้า และกระทบต่อความเชื่อมั่นในโครงการทั้งหมด”

เจตนารมณ์การก่อตั้ง

รักษาการประธานกรรมการ บมจ. ดุสิตธานี ตั้งคำถามอีกว่า ท่ามกลางความวุ่นวายทั้งหมดนี้ อยากให้ทุกคนย้อนกลับไปมองว่า ดุสิตธานีถือกำเนิดขึ้นมาเพื่ออะไร

“ท่านผู้หญิงชนัตถ์ เป็นคนแรกๆ ในประเทศ ตั้งแต่เมื่อ 76-77 ปีที่แล้ว ที่เชื่อมั่นในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ท่านจึงได้พยายามสร้างโรงแรมที่ดี และต่อมาจึงสร้างโรงแรมดุสิตธานีอย่างยิ่งใหญ่ กลายเป็นโรงแรมต้นแบบที่นำเอาหลายสิ่งที่ประเทศไทยยังไม่เคยมีมาก่อนมาไว้ที่นี่ เช่น เป็นโรงแรมที่มีรูปลักษณะของการออกแบบที่เป็นไทย และมีการบริหารงานและการให้บริการด้วยเอกลักษณ์ของความเป็นไทย  มีการเชิญคนอื่น โดยส่วนใหญ่เป็นเพื่อนคุณแม่ เข้ามาร่วมลงทุนในการสร้าง ดังนั้น เมื่อโรงแรมดุสิตธานี เปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2513 จึงกลายเป็นตึกที่สูงที่สุดในประเทศไทย และกลายเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดในเวลานั้น  โรงแรมแห่งนี้ กลายเป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูตาให้กับประเทศไทย และเป็นตัวชูโรงในการเชิดชูวัฒนธรรมไทย และการออกแบบสถาปัตยกรรมอย่างไทย ให้ต่างชาติได้เห็น ซึ่งหลังจากนั้น ก็ยังไม่มีโรงแรมไหน หรือธุรกิจการท่องเที่ยวใดๆ ที่สามารถสร้างภาพพจน์ในระดับเดียวกันกับที่ดุสิตธานีเคยทำได้มาก่อน”

นอกจากนี้ ท่านยังได้วางหลักการในการบริหารธุรกิจ ที่เรายึดถือมาโดยตลอดตั้งแต่แรก คือ Business with Honor — นั่นก็คือ ต้องทำธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ ไม่เอาเปรียบใคร  เชิดชูความเป็นไทย ไม่ค้ากำไรเกินควร  ยึดประโยชน์ของประเทศชาติมาก่อนสิ่งอื่นใด ยึดผลประโยชน์และความพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ มากกว่าจะเห็นผลประโยชน์ต่างๆ เฉพาะตน ไม่ว่าจะเป็นรายได้ หรือกำไรระยะสั้นๆ  นี่คือรากฐานที่ทำให้ดุสิตธานีเป็นแบรนด์ไทยที่ทุกคนภาคภูมิใจ

“ท่านผู้หญิงฯ เน้นย้ำว่า เพื่อให้หลักการนี้คงอยู่ ครอบครัวลูกหลานของท่าน จะต้องเป็นผู้ดูแลและรักษาบริษัทไว้ต่อไป และนั่นคือที่มาของโครงสร้างการบริหารที่ท่านผู้หญิงฯ วางไว้ใน บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด  ซึ่งสุดท้ายแล้ว เป็นที่น่าเสียใจและเจ็บปวดอย่างยิ่ง ที่คุณสินีและน้องอีกคนเห็นต่าง และเป็นผู้เปิดประตูเชิญชวนให้คนนอกที่ไม่เคยบริหารดุสิตธานีมาก่อนเข้ามามีอำนาจควบคุม บมจ. ดุสิตธานี ที่ยืนหยัดบริหารงานตามหลักการของท่านผู้หญิงชนัตถ์มาโดยตลอด”

เรื่องผลประกอบการ – ความจริงที่ต้องเข้าใจ

ข้อกล่าวหาว่า บริษัทขาดทุนต่อเนื่องและมีหนี้สินสูงนั้น ไม่ได้สะท้อนความจริงทั้งหมด การขาดทุนส่วนใหญ่เกิดจากภาระดอกเบี้ยของโครงการใหญ่ “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” มูลค่า 46,000 ล้านบาท การลงทุนในโครงการต่างๆ ก่อนที่จะเกิดโควิด และความพยายามในการประคับประคองกิจการในช่วงโควิด โดยที่เราไม่เคยเพิ่มทุนแม้แต่น้อย  ไม่เคยที่จะผลักภาระต่างๆ ไปยังผู้ถือหุ้น แต่พยายามอย่างมากที่จะดูแล ประคับประคองกิจการ ดังนั้น นี่ไม่ใช่การล้มเหลวทางธุรกิจ  แต่เป็นรากฐานในการสร้างธุรกิจให้เติบโตต่อไป

“วันนี้เราได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วว่า เราทำได้  โครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ก็ใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ด้วยความเชื่อมั่น และการสนับสนุนของผู้ถือหุ้นรายย่อย ตลอดจนคณะกรรมการของบริษัททุกๆ ท่าน ทั้งที่พ้นวาระไปแล้ว เพราะบริษัท ชนัตถ์และลูก ไม่เลือกให้กลับเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการ และคณะกรรมการบริษัทชุดปัจจุบัน  รวมถึงคณะผู้บริหารที่นำโดยคุณศุภจี และพนักงานของดุสิตธานีทุกคนที่ทุ่มเททำงานกันมาอย่างหนักเป็นเวลา 7-8 ปี เราต้องผ่านทั้งปัญหาเรื่องโควิด ปัญหาเรื่องการขอกู้เงินธนาคาร ซึ่งมีนโยบายระงับการให้สินเชื่อในช่วงโควิด ปัญหาการขาดแคลนแรงงานก่อสร้างช่วงโควิด การมีสงครามในหลายประเทศทำให้วัสดุก่อสร้างราคาแพงขึ้น ปัญหาคอนโดล้นตลาด และเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว ทุกคนร่วมต่อสู้กันมาโดยตลอด ทำให้โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีมาก ตั้งแต่หลักการ แนวคิด และการออกแบบให้โครงการมีความแตกต่างจากที่อื่น และมีจุดแข็งหลายอย่าง เช่น ทุกอาคารในโครงการมองเห็นวิวสวนลุมพินีอย่างเต็มตา ซึ่งตอนนี้โครงการทั้งหมดกำลังเดินไปได้ดีมาก โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ แห่งใหม่เปิดมาไม่ถึงปี ก็ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากลูกค้า โครงการดุสิต เรสซิเดนเซส ซึ่งเป็นโครงการห้องชุดขายไปแล้วกว่า 92% รอทยอยรับรู้รายได้การโอนอย่างมีนัยสำคัญในปีหน้า และจะช่วยให้เรามีรายได้เติบโตมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ และกำลังจะมีกำไรมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน  รายได้เหล่านี้ จะมาช่วยปลดภาระหนี้ที่ค้างอยู่  นอกจากนี้ เรายังพยายามสร้างสิ่งใหม่ๆ ที่ดีงามให้กับสังคม เช่น สวนลอยฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ซึ่งนี่คือ แนวคิดของผม ที่ต้องการสร้างพื้นที่สีเขียวให้กับกรุงเทพ  ดังนั้น ความสำเร็จเหล่านี้ คือ เครื่องพิสูจน์ว่า ดุสิตธานีกำลังจะก้าวผ่านช่วงที่ยากที่สุด และเดินสู่การเติบโตอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง”

สิ่งที่ต้องการสื่อ

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ไม่ใช่การต่อสู้ส่วนตัวของผมกับใคร แต่คือการปกป้องดุสิตธานีที่กำลังจะมีอนาคตที่สดใส จากการถูกยึดครองโดยไม่เป็นธรรม  ทั้งๆ ที่ ดุสิตธานีคือแบรนด์ไทยที่ครอบครัวเราสร้างมากว่า 76 ปี และเป็นมรดกทางจิตวิญญาณที่ต้องรักษาไว้  แต่อยู่ๆ กลับจะมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการ ด้วยการเสนอชื่อกรรมการเข้ามาใหม่ถึง 10 คน ทำให้จำนวนกรรมการเพิ่มขึ้นจากเดิม 12 เป็น 18 คน และเปลี่ยนกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ซึ่งสามารถทำให้อำนาจการควบคุมกิจการเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และคาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงฝ่ายบริหาร ซึ่งผมคิดว่าเป็นการไม่ยุติธรรมต่อทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการ และทีมงานที่ทุ่มเทเวลามาเกือบ 10 ปี เพื่อฟูมฟักและทำให้ดุสิตธานีเติบโตมาจนถึงจุดนี้  และที่สำคัญที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นยังเป็นการไม่ยุติธรรมต่อผู้ถือหุ้นรายย่อย

economic-business-thai-dusit-SPACEBAR-Photo02.jpg

ดังนั้น เห็นว่าการที่พยายามจะเอาคนนอก ที่ไม่ได้เข้าใจความเป็นดุสิตธานี เข้ามากุมอำนาจในช่วงนี้ จึงเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมกับหลายๆ ฝ่าย ซึ่งอาจจะสร้างผลกระทบในทางลบกับบริษัทดุสิตธานีอย่างมาก  ความไม่แน่นอนต่ออนาคตของดุสิตธานี จะสร้างผลกระทบให้กับเจ้าของโรงแรมที่ไว้วางใจให้ดุสิตธานีบริหารให้เกือบ 300 แห่งทั่วโลก หรือแม้แต่หุ้นส่วนที่มาเข้าลงทุนกับบริษัทในเครือ ลูกค้าที่มาใช้บริการโรงแรม รวมถึงลูกค้าในโครงการดุสิต เรสซิเดนเซส กว่า 400 คนที่มาซื้อห้องชุด ด้วยความเชื่อถือและมั่นใจในคณะกรรมการ และผู้บริหารชุดปัจจุบัน

“ผมขอยืนยันว่า ดุสิตธานี จะต้องเป็นบริษัทที่มีความอิสระ ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของบริษัทอื่น จึงจะสามารถสืบสานเจตนารมณ์และหลักการที่ดีของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ในการเน้นเอกลักษณ์และความเป็นไทย และให้คุณค่าความสำคัญกับกับการดูแลผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ผมขอขอบคุณผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายสำหรับการสนับสนุนที่มีให้มาโดยตลอด  และขอยืนยันว่า สิ่งที่ผมทำ ไม่ใช่เพื่อรักษาตำแหน่ง แต่เพื่อรักษาความถูกต้อง ความเป็นธรรม และอนาคตขององค์กร เพื่อให้ดุสิตธานียังคงเป็นแบรนด์ไทยที่น่าภาคภูมิใจของครอบครัว ผู้ถือหุ้น ผู้บริหาร พนักงาน และประเทศชาติ ผมขอสัญญาว่า ผมยังจะไม่ไปไหน  และจะยังอยู่กับดุสิตธานีตลอดไป และถ้าหากสามารถปลดผมได้ ผมก็จะยังอยู่กับดุสิตธานีในบทบาทอื่น และจะพยายามอย่างเต็มที่ในการกลับเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารดุสิตธานีเหมือนเดิม ผมจะไม่ยอมทิ้งดุสิตธานีไปไหน  รวมทั้งจะใช้สรรพกำลังทั้งหมดที่มีอย่างเต็มที่ เพื่อปกป้องดุสิตธานี ไม่ให้ถูกยึดครองโดยไม่ชอบธรรม ผมจะคอยทำหน้าที่จับตาและเฝ้าดู กรรมการและผู้บริหารใหม่ รวมถึง ใครก็ตาม หากเข้ามาทำให้ดุสิตธานีเสียหาย ผมจะใช้สิทธิที่ตนเองมีในการดำเนินการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด”

อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาทางบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) (DUSIT) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติการจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2568 ในวันที่ 26 กันยายน 2568 เวลา 14.00 น. ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Meeting) เพียงรูปแบบเดียว โดยกำหนด Record Date ในวันที่ 10 กันยายน 2568

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นตามสิทธิของผู้ถือหุ้นตามมาตรา 100 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยมีวาระสำคัญ อาทิ

• รับรองรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2568

• พิจารณาอนุมัติงบการเงินปีสิ้นสุด 31 ธันวาคม 2567

• พิจารณาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างคณะกรรมการ รวมถึงการถอดถอนและแต่งตั้งกรรมการใหม่ โดยบริษัทฯ อยู่ระหว่างตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ

• พิจารณาเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการ และมอบอำนาจในการดำเนินการจดทะเบียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานี กล่าวว่า  การจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในครั้งนี้ เป็นกระบวนการปกติภายใต้กฎหมายและหลักบรรษัทภิบาล เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาเรื่องสำคัญของบริษัทฯ

“ดิฉันขอยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้น โดยทีมผู้บริหารและพนักงานทุกคนยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ จนกว่าที่ประชุมผู้ถือหุ้นจะมีมติ ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต บริษัทฯ พร้อมที่จะแจ้งให้ทราบโดยทันที และเรายังคงยึดมั่นในการทำงานร่วมกับทุกฝ่าย ด้วยความโปร่งใสภายใต้หลักธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์สูงสุดขององค์กร ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียทุกท่าน”

economic-business-thai-dusit-SPACEBAR-Photo03.jpg

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผู้บริหารและพนักงานของกลุ่มดุสิตธานี ได้ทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ โดยมุ่งหวังที่จะวางรากฐานที่มั่นคงให้กับดุสิตธานี โดยเฉพาะโครงการสำคัญอย่าง ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค  ซึ่งนับเป็นอีกก้าวแห่งประวัติศาสตร์ที่จะยกระดับบริษัทฯ เข้าสู่ Chapter ใหม่

“หลังจากนี้ จะเป็นช่วงเวลาเก็บเกี่ยวจากสิ่งที่ผู้บริหารและพนักงาน รวมถึงคณะกรรมการบริษัทฯ ได้สร้างไว้ ดังนั้น ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้บริหาร แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้อย่างแน่นอน คือ การที่ดุสิตธานีจะสามารถรับรู้รายได้และผลกำไรในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนภายในปีหน้า หลังจากจากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการอาคารที่พักอาศัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค และเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของกลุ่มดุสิตธานี”

ทั้งนี้ บริษัทฯ จะรายงานความคืบหน้าต่อผู้ถือหุ้นและตลาดหลักทรัพย์ฯ ตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์