ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยความเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันอย่างรวดเร็ว ประเทศที่สามารถพึ่งพาเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้อย่างมั่นคง ย่อมเป็นผู้เล่นที่แข็งแกร่งบนเวทีเศรษฐกิจโลก — ประเทศไทยเองก็กำลังก้าวเข้าสู่เส้นทางนั้น ด้วยยุทธศาสตร์ New S-Curve ที่มีหัวใจสำคัญคือ “องค์ความรู้และเทคโนโลยีขั้นสูง”
หนึ่งในหน่วยงานสำคัญที่มีบทบาทต่อเป้าหมายนี้ คือ สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองนวัตกรรม วังจันทร์วัลเลย์ (Wangchan Valley) จังหวัดระยอง โดยได้รับการก่อตั้งขึ้นในปี 2558 จากกลุ่มบริษัท ปตท. เพื่อเป็นแหล่งผลิตบุคลากรระดับบัณฑิตศึกษา (ป.โท-เอก) ที่มีศักยภาพด้านการวิจัยเชิงลึกโดยเฉพาะ
VISTEC: พื้นที่บ่มเพาะนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่
VISTEC มุ่งเน้นการเรียนการสอนระดับปริญญาโทและเอกในรูปแบบหลักสูตรนานาชาติ พร้อมทั้งส่งเสริมงานวิจัยระดับแนวหน้าสู่ระดับสากล โดยมี 4 สำนักวิชา ที่ถือเป็นรากฐานของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอนาคต ได้แก่:
MSE – วิทยาการโมเลกุล
ESE – วิทยาการพลังงาน
BSE – วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมชีวโมเลกุล
IST – วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ
สำนักวิชาเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็น พลังงานสะอาด, AI, ชีววิทยาเชิงลึก หรือวัสดุศาสตร์ขั้นสูง
สถาบันไทย บนเวทีโลก
VISTEC ได้รับการยอมรับอย่างสูงในระดับนานาชาติ โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ Nature Index ระบุว่า:
อันดับ 1 ในประเทศไทยในด้านเคมี (Chemical sciences)
อันดับ 3 ในระดับ ASEAN ด้านเคมี (Chemical sciences)
อันดับที่ 12 ของมหาวิทยาลัยทั่วโลกที่ก่อตั้งมาไม่เกิน 30 ปี
ความสำเร็จนี้สะท้อนถึงคุณภาพของผลงานวิจัยและศักยภาพของบุคลากรที่ถูกบ่มเพาะภายในสถาบัน
3 กลยุทธ์หลักสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
VISTEC ไม่เพียงแค่มุ่งผลิตผลงานวิจัย แต่ยังตั้งเป้าให้เทคโนโลยีเกิดขึ้นจริงและนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม โดยวางกลยุทธ์การดำเนินงานไว้ 3 แนวทางสำคัญ โดยเริ่มจากงานทางด้านวิชาการ ที่เน้นการสร้างสรรค์งานวิจัยชั้นแนวหน้า ไปพร้อมกับการสร้างบุคลากรทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีคุณภาพสูง
ส่วนแนวทางที่ 2 คือ นำงานวิจัยที่สำเร็จมาต่อยอด สร้างเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ได้จริงทางอุตสาหกรรม โดยมีหน่วยงานที่ชื่อ Frontier Research Center รับผิดชอบในการสร้างความร่วมมือกับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม รับโจทย์จากหน่วยงานภายนอก เพื่อหาแนวทางในการนำผลงานวิจัยและเทคโนโลยีมาพัฒนาให้ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม
แนวทางลำดับสุดท้ายคือ การบ่มเพาะวิสาหกิจใหม่บนพื้นฐานของเทคโนโลยีชั้นสูง หรือที่เรียกว่า Deep Tech Startup ซึ่งปัจจุบัน ทาง VISTEC ได้ก่อตั้ง บริษัท วิสอัพ จำกัด (VISUP COMPANY LIMITED) ขึ้น โดยมีบทบาทเป็น Venture Builder ที่เสมือนเป็นโรงงานผลิต Startup ออกสู่ตลาดอย่างเป็นระบบ เริ่มตั้งแต่ไอเดียการทำธุรกิจ โดยต่อยอดงานวิจัยสู่การพัฒนาเป็นเทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งซัพพอร์ตแหล่งเงินทุน ความเชี่ยวชาญ และทรัพยากรที่มี เพื่อสนับสนุน Startup ให้สามารถเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ
ผลผลิตจาก VISTEC สู่ตลาดเทคโนโลยี
ในวันนี้ VISTEC ได้ผลิตสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์แล้วหลายบริษัท ได้แก่
VISAI
ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มและบริการ AI สำหรับธุรกิจและองค์กรทุกระดับ
Cleantech and Beyond
ต่อยอดวัสดุศาสตร์สู่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ผลิตภัณฑ์เด่น DTI (Digital Temperature Indicator) ติดตามอุณหภูมิแบบไม่ใช้แบตเตอรี่ ใช้งานแล้วในหลายอุตสาหกรรม
บริษัท กรีนเจน ไบโอเทคโนโลยี จำกัด (GreenGen Biotechnology)
พลิกโฉมวิธีการจัดการขยะอาหารของโลก แปรรูปขยะอาหารให้กลายเป็นทรัพยากรมูลค่าสูง (ก๊าซชีวภาพและสารบำรุงพืชอินทรีย์) ผ่านระบบย่อยสลายชีวภาพที่เป็นนวัตกรรม ใช้งานง่าย ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า และเป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน
ในช่วงเวลาที่ประเทศต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจฐานความรู้ VISTEC ได้แสดงบทบาทของสถาบันวิจัยที่ไม่ใช่เพียงแค่ผลิตผลงานวิชาการ แต่ยังวางรากฐานเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่ “ใช้ได้จริง” พร้อมปลุกปั้นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในโลก Deep Tech อย่างเป็นระบบ หากเรากำลังมองหาความหวังใหม่ของประเทศไทยในเวทีเศรษฐกิจโลก ชื่อของ “VISTEC” อาจเป็นหนึ่งในคำตอบนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย





