ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อของไทยที่เคลื่อนไหวอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ สะท้อนแรงกดดันด้านอุปสงค์ในประเทศที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เดินหน้ากำหนดกรอบนโยบายการเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตกับค่าครองชีพในปีหน้า
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (30 ธันวาคม 2568) มีมติเห็นชอบเป้าหมายนโยบายการเงิน หรือกรอบเงินเฟ้อสำหรับปี 2569 โดยกำหนดอัตราเงินเฟ้อทั่วไปไว้ในช่วงร้อยละ 1-3 ตามข้อหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งเป็นกรอบเดียวกับที่ใช้ในปี 2568
ทั้งนี้ การกำหนดกรอบเงินเฟ้อดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อดูแลเสถียรภาพด้านราคา ควบคู่กับการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวม โดยเฉพาะในช่วงที่แรงส่งจากภาคการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
อย่างไรก็ตาม ครม.ได้มอบหมายให้หน่วยงานเศรษฐกิจหลัก 4 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงบประมาณ ติดตามสถานการณ์เงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด เพื่อให้ตัวเลขเงินเฟ้อเคลื่อนไหวอยู่ภายในกรอบที่กำหนด เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา เงินเฟ้อของไทยเคยอยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายในบางช่วงเวลา
เอกนิติ ระบุว่า หากพบว่าอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่ากรอบเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง หน่วยงานเศรษฐกิจทั้ง 4 แห่งจะต้องหารือร่วมกันเพื่อพิจารณากำหนดมาตรการที่เหมาะสม เนื่องจากเงินเฟ้อที่ต่ำเกินไปเป็นเวลานานอาจสะท้อนความอ่อนแรงของเศรษฐกิจ และส่งผลกระทบต่อรายได้ การลงทุน และการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป
สำหรับแนวโน้มปี 2569 รัฐบาลคาดว่าการดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบเงินเฟ้อ 1-3% จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างสมดุล ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ต้นทุนการผลิตที่ผันผวน และแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลค่าครองชีพของประชาชนและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวควบคู่กันไป




