ครม.เคาะเงินเฟ้อ 69 คุมกรอบ 1-3% จับตาใกล้ชิด

30 ธ.ค. 2568 - 18:01

  • ครม.เห็นชอบกรอบเงินเฟ้อปี 2569 ที่ระดับ 1-3% ต่อเนื่องจากปี 2568

  • มอบ 4 หน่วยงานเศรษฐกิจหลัก ติดตามสถานการณ์เงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด

  • เตรียมหามาตรการรองรับ หากเงินเฟ้อต่ำกว่าเป้า กระทบเศรษฐกิจภาพรวม

ครม.เคาะเงินเฟ้อ 69 คุมกรอบ 1-3% จับตาใกล้ชิด

ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อของไทยที่เคลื่อนไหวอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ สะท้อนแรงกดดันด้านอุปสงค์ในประเทศที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เดินหน้ากำหนดกรอบนโยบายการเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตกับค่าครองชีพในปีหน้า

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (30 ธันวาคม 2568) มีมติเห็นชอบเป้าหมายนโยบายการเงิน หรือกรอบเงินเฟ้อสำหรับปี 2569 โดยกำหนดอัตราเงินเฟ้อทั่วไปไว้ในช่วงร้อยละ 1-3 ตามข้อหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งเป็นกรอบเดียวกับที่ใช้ในปี 2568

ทั้งนี้ การกำหนดกรอบเงินเฟ้อดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อดูแลเสถียรภาพด้านราคา ควบคู่กับการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวม โดยเฉพาะในช่วงที่แรงส่งจากภาคการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป

อย่างไรก็ตาม ครม.ได้มอบหมายให้หน่วยงานเศรษฐกิจหลัก 4 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงบประมาณ ติดตามสถานการณ์เงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด เพื่อให้ตัวเลขเงินเฟ้อเคลื่อนไหวอยู่ภายในกรอบที่กำหนด เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา เงินเฟ้อของไทยเคยอยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายในบางช่วงเวลา

เอกนิติ ระบุว่า หากพบว่าอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่ากรอบเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง หน่วยงานเศรษฐกิจทั้ง 4 แห่งจะต้องหารือร่วมกันเพื่อพิจารณากำหนดมาตรการที่เหมาะสม เนื่องจากเงินเฟ้อที่ต่ำเกินไปเป็นเวลานานอาจสะท้อนความอ่อนแรงของเศรษฐกิจ และส่งผลกระทบต่อรายได้ การลงทุน และการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป

สำหรับแนวโน้มปี 2569 รัฐบาลคาดว่าการดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบเงินเฟ้อ 1-3% จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างสมดุล ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ต้นทุนการผลิตที่ผันผวน และแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลค่าครองชีพของประชาชนและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวควบคู่กันไป

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์