ETDA ขยายเวลาปรับตัว Ride Sharing
เลื่อนบังคับใช้กฎ DPS ถึง 31 มี.ค. 2569 เปิดทางแพลตฟอร์ม-ผู้ขับขี่เข้าสู่ระบบอย่างเป็นธรรม
หน่วยงานกำกับดูแลเศรษฐกิจดิจิทัล (ETDA - สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ส่งเสริม สนับสนุน และกำกับดูแลการทำธุรกรรมทางออนไลน์ (e-Transactions) ของประเทศไทย) เดินหน้าปรับจังหวะการบังคับใช้กฎหมายแพลตฟอร์มดิจิทัล (DPS) ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของผู้ประกอบการและแรงงานในระบบ Ride Sharing หลังพบอุปสรรคเชิงโครงสร้างในการเปลี่ยนผ่านสู่การจดทะเบียนรถสาธารณะอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (คธอ.) เรื่อง การดำเนินการอื่นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ประเภทรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์รับจ้างโดยสารสาธารณะ ตามมาตรา 18 (3) แห่งพระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568
สาระสำคัญของประกาศฉบับนี้ คือ การขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศฉบับแรกออกไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 จากเดิมที่กำหนดให้มีผลตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2568 โดยเป็นการยกเลิกข้อความในข้อ 2 ของประกาศเดิม และกำหนดวันเริ่มบังคับใช้ใหม่
การขยายเวลาดังกล่าวมีที่มาจาก ข้อร้องเรียนของผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลและกลุ่มผู้ขับขี่ ที่สะท้อนตรงกันว่า การนำรถไปจดทะเบียนเป็นรถสาธารณะยังเผชิญอุปสรรคหลายด้าน ทั้งขั้นตอนที่ซับซ้อน ระยะเวลาดำเนินการที่ยาวนาน รวมถึงต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ขับขี่จำนวนไม่น้อยไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้อย่างสะดวก
ขณะเดียวกัน กรมการขนส่งทางบก อยู่ระหว่างการปรับปรุงกระบวนการและแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าสู่ระบบรถสาธารณะได้จริงภายในระยะเวลาที่เหมาะสม จึงได้เสนอให้คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์พิจารณาเลื่อนการบังคับใช้กฎ เพื่อเปิดช่วงเวลา ‘ปรับตัว’ ให้ทั้งแพลตฟอร์มและแรงงานสามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม
แม้จะมีการขยายเวลา แต่ แก่นหลักของการกำกับดูแล Ride Sharing ภายใต้กฎหมาย DPS ยังคงเดิม โดยผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลประเภทนี้ จะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับ ‘หน้าที่เพิ่มเติม’ นอกเหนือจากหน้าที่ทั่วไป อาทิ
• การให้บริการผ่านรถและผู้ขับขี่ที่จดทะเบียนเป็นรถสาธารณะ และมีใบอนุญาตขับขี่สาธารณะ พร้อมขึ้นทะเบียนตามแบบ รย.17 หรือ รย.18 อย่างถูกต้อง
• การตรวจสอบ พิสูจน์ และยืนยันตัวตนของทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและความโปร่งใสในการใช้บริการ
• การจัดให้มีช่องทางช่วยเหลือผู้ใช้บริการ การรับเรื่องร้องเรียน และกลไกระงับข้อพิพาทที่เข้าถึงได้จริง
การขยายเวลาครั้งนี้จึงไม่ใช่การผ่อนปรนมาตรฐาน แต่เป็นการ ปรับจังหวะนโยบายให้สอดคล้องกับความพร้อมของระบบนิเวศดิจิทัล เพื่อยกระดับบริการ Ride Sharing ของไทยให้เดินหน้าไปพร้อมกันทั้งด้านกฎหมาย ความปลอดภัย และความเป็นธรรมต่อผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการในระยะยาว





