ทองคำครึ่งปีหลัง 2569 ไม่กลับ ATH แต่ลุ้นพลิกเป็นขาขึ้น เป้าหมาย 4,900-5,000 ดอลลาร์

8 ก.ค. 2569 - 15:27

  • พักฐานก่อนไปต่อ: ครึ่งปีแรกผันผวนหนักดิ่งแตะ $3,945 แต่ภาพใหญ่ระยะยาวยังอยู่ในวัฏจักรขาขึ้น

  • 5 ปัจจัยชี้ชะตา: จับตาดอกเบี้ยเฟด ไฟสงคราม เลือกตั้งสหรัฐฯ เงินไหลเข้า ETF และทิศทางค่าเงินบาท

  • เป้าหมายปลายปี: โบรกฯ ไทย-เทศประสานเสียง ลุ้นราคาทะยานสู่เป้าหมาย $4,900 - $5,000

ทองคำครึ่งปีหลัง 2569 ไม่กลับ ATH แต่ลุ้นพลิกเป็นขาขึ้น เป้าหมาย 4,900-5,000 ดอลลาร์

หกเดือนแรกของปี 2569 คือหนึ่งในช่วงเวลาที่  “Roller coaster” (โรลเลอร์โคสเตอร์) ที่สุดของตลาดทองคำในรอบหลายปี จากจุดสูงสุดที่ทำสถิติใหม่ สู่การร่วงลงจนนักลงทุนหลายคนต้องกุมขมับ แล้วครึ่งปีหลังจะเป็นอย่างไร? นี่คือสรุปภาพรวมและมุมมองจากหลายสำนักที่ทุกคนที่ชื่นชอบการลงทุนทองคำต้องรู้

ครึ่งปีแรก จากจุดพีคสู่หลุมลึก

ปีนี้ทองคำเปิดฉากมาอย่างร้อนแรงในเดือนมกราคม ราคาพุ่งขึ้นรวดเดียวกว่า 1,300 ดอลลาร์ ทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาล (ATH) ที่ 5,595 ดอลลาร์ หรือปรับขึ้นราว 29% ฟากทองคำไทยก็ไม่น้อยหน้า ขึ้นไปแตะ 81,500 บาท เพิ่มขึ้นถึง 25% แต่ความสุขอยู่ได้ไม่นาน เมื่อสงครามอิหร่านที่ปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ แม้ช่วงแรกจะหนุนให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของขาลงในเวลาต่อมา เพราะการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเกือบ 50% เงินเฟ้อทั่วโลกร้อนแรงขึ้นตามมา จนธนาคารกลางหลายแห่งต้องกลับลำมาคุมเข้มดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้ออีกครั้ง

ผลคือทองคำหลุดเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันในวันที่ 5 มิถุนายน แรงเทขายไหลต่อเนื่อง นักลงทุนหันไปเล่นหุ้นเทคโนโลยีและกระแส AI แทน รวมถึงการเข้าตลาดของ IPO ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ อย่าง SpaceX มูลค่ากว่า 85,700 ล้านดอลลาร์ ราคาทองคำจึงหลุด 4,000 ดอลลาร์ และร่วงลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 3,945 ดอลลาร์ ส่วนทองไทยลงไปแตะ 62,500 บาท

สรุปครึ่งปีแรก ทองคำโลกให้ผลตอบแทนติดลบ 7.2% ปิดที่ 4,007 ดอลลาร์ ขณะที่ทองไทยติดลบ 2.5% ปิดที่ 63,300 บาท 

5 ปัจจัยชี้ชะตาทองคำครึ่งปีหลัง

1. ทิศทางดอกเบี้ยเฟด: เควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ เปิดตัวด้วยท่าทีสายเหยี่ยว ย้ำว่าเงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% มานานกว่า 5 ปี ทำให้ตลาดกังวลว่าเฟดอาจเร่งขึ้นดอกเบี้ย บางสำนักอย่าง BofA คาดเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยถึง 3 ครั้งในปีนี้ ขณะที่ฮั่วเซ่งเฮงมองว่าจะขึ้นเพียง 1 ครั้ง (0.25%) จุดเปลี่ยนสำคัญจะอยู่ที่การประชุมแจ็กสันโฮลปลายเดือนสิงหาคม และการประชุมเฟดเดือนกันยายน หากเฟดส่งสัญญาณชะลอการขึ้นดอกเบี้ย ราคาทองมีโอกาสฟื้นตัวแรง

2. ไฟสงครามภูมิรัฐศาสตร์: สหรัฐฯ-อิหร่านเพิ่งลงนามข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 60 วันเมื่อ 17 มิถุนายน และเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แต่การเจรจาประเด็นนิวเคลียร์ยังไม่จบ หากสงครามยุติถาวร ทองคำอาจถูกกดดันระยะสั้น แต่หากการเจรจาสะดุดและสงครามยืดเยื้อ ทองคำจะกลับมาเป็นที่พึ่งในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยทันที

3. กระแสเงินไหลเข้าออกตลาด: ช่วงสงคราม 4 เดือนที่ผ่านมา กองทุน ETF ทองคำรายใหญ่อย่าง SPDR ขายทองคำออกไปถึง 96 ตัน ส่งผลให้ไตรมาส 2 ทองคำติดลบถึง 14.2% แย่ที่สุดในรอบ 13 ปี ตรงข้ามกับดัชนี Nasdaq ที่พุ่งขึ้น 21.4% จากกระแสฟองสบู่ AI หากความกังวลเรื่องฟองสบู่เทคโนโลยีเริ่มก่อตัว เงินก็มีโอกาสไหลกลับเข้าทองคำได้เช่นกัน

4. การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ (3 พฤศจิกายน): คะแนนนิยมของทรัมป์ที่ลดลงจากปัญหาสงคราม อาจทำให้พรรคเดโมแครตกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร เกิดภาวะ "รัฐบาลแบ่งอำนาจ" (Gridlock) ซึ่งสถิติในอดีตชี้ว่ามักจะหนุนราคาทองคำให้เป็นบวกเสมอ เช่นในปี 2010 ที่ทองคำพุ่งขึ้นถึง 13% หลังการเลือกตั้ง

5. อัตราแลกเปลี่ยน "ค่าเงินบาท" (ปัจจัยเฉพาะของทองไทย): นี่คือตัวแปรสำคัญสำหรับนักลงทุนไทย แม้ราคาทองโลกจะปรับตัวขึ้น แต่หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง (เช่น จากการท่องเที่ยวฟื้นตัว) อาจทำให้ราคาทองคำในประเทศไม่ได้พุ่งแรงเท่าที่ควร กลับกันหากเงินบาทอ่อนค่า จะกลายเป็นแรงเร่งให้ราคาทองไทยถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น

มุมมองและบทวิเคราะห์จากสถาบันการเงินโลก (อัปเดตกรกฎาคม 2569)

ทิศทางทองคำในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมเริ่มมีสัญญาณการสร้างฐานที่แข็งแกร่งขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เริ่มอ่อนแอลงและราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงจากแผนเพิ่มกำลังการผลิตของ OPEC ช่วยคลายความกังวลด้านเงินเฟ้อ ส่งผลให้ตลาดลดน้ำหนักความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนลงจาก 65% มาอยู่ที่ประมาณ 50-56% ซึ่งเป็นผลดีต่อสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนอย่างทองคำ อย่างไรก็ตาม มุมมองของค่ายยักษ์ใหญ่ระดับโลกในระยะสั้นและระยะกลางยังคงมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน:

  • World Gold Council (สภาทองคำโลก): ประเมินในรายงาน Gold Mid-Year Outlook 2026 ว่าราคาในปัจจุบันสอดคล้องกับภาพเศรษฐกิจมหภาคที่เติบโตปานกลางและเงินเฟ้อชะลอตัว ในกรณีฐาน (Base Case) ราคาทองคำน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบประมาณ ±5% รอบระดับ 4,100 ดอลลาร์ แต่หากเกิดภาวะเศรษฐกิจช็อกหรือนโยบายพลิกผัน ราคามีโอกาสดีดกลับไปยืนเหนือ 4,500 ดอลลาร์ได้ โดยตลาดเอเชียจะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดราคามากขึ้น
  • Goldman Sachs: ยืนยันว่า "ทองคำยังไม่จบ" แต่มีการปรับเป้าหมายราคาสิ้นปี 2569 ไว้ที่ 4,900 ดอลลาร์ จากเดิม 5,400 ดอลลาร์โดยมีหลักยึดสำคัญคือแรงซื้อเชิงโครงสร้างของธนาคารกลางทั่วโลก (Sovereign Demand) ซึ่ง Goldman Sachs ได้ปรับโมเดลคาดการณ์ยอดซื้อของธนาคารกลางเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ย 60 ตันต่อเดือนตลอดปีนี้ ท่ามกลางความกังวลเรื่องภูมิรัฐศาสตร์และความยั่งยืนทางการคลังของประเทศตะวันตก แม้ระยะสั้นจะมีอุปสรรคจากท่าทีแข็งกร้าวของเฟดก็ตาม
  • J.P. Morgan: ประกาศปรับลดเป้าหมายราคาทองคำในระยะสั้นลง 25% โดยคาดว่าราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ 4,300 ดอลลาร์ในไตรมาส 3 และปรับขึ้นไปแตะ 4,500 ดอลลาร์ ในไตรมาส 4 (ลดลงจากเดิมที่มองไว้สูงถึง 6,000 ดอลลาร์) เนื่องจากดีมานด์ฝั่งผู้บริโภครายใหญ่ในตลาดกายภาพอ่อนแอลง ประกอบกับแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ราคามีลักษณะ "แกว่งตัวในกรอบ" (Range-bound) แต่ยังคงมองเป็นบวกในระยะยาวจนถึงปี 2570
  • Morgan Stanley และ UBS: ทั้งสองสำนักยังคงตั้งเป้าหมายราคาทองคำในช่วงครึ่งปีหลังไว้ที่ระดับ 5,500-5,700 ดอลลาร์ โดย UBS มองเรื่องการประเมินนโยบายเฟดใหม่และแรงกดดันต่อเงินดอลลาร์ ส่วน Morgan Stanley เตือนว่าราคาจะขึ้นไปถึงเป้าหมายได้จำเป็นต้องมีแรงซื้อสุทธิจากกองทุน ETF เข้ามาสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งกว่าที่เป็นอยู่

คาดการณ์ราคาทองคำครึ่งปีหลัง

ข้อมูลสรุปกรอบราคา คาดการณ์ สำคัญจากสำนักวิเคราะห์และสถาบันการเงินทั้งในไทยและต่างประเทศ (อัปเดตข้อมูลล่าสุดเดือนกรกฎาคม)

Setting-sights-on-gold-at-the-end-of-the-year2.jpg

มุมมองระยะยาว: Supercycle และพฤติกรรมคนรุ่นใหม่

หากมองภาพที่ใหญ่กว่านั้น บริษัท YLG วิเคราะห์ผ่านทฤษฎี Elliott Wave ว่าทองคำยังอยู่ในวงจรขาขึ้นระดับ "ซูเปอร์ไซเคิล" (Supercycle) ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2514 และปัจจุบันยังเหลือเวลาอีกราว 16 ปี การพักฐานรอบนี้จึงเป็นเพียงจังหวะพักตัวระยะสั้น โดยมีแรงหนุนเชิงโครงสร้างจากการที่ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเดินหน้าซื้อทองคำเข้าพอร์ตอย่างต่อเนื่องจากกระแส De-dollarization (การลดการพึ่งพาดอลลาร์)

นอกจากนี้ ตลาดทองคำในปัจจุบันยังถูกขับเคลื่อนด้วยแรงซื้อรูปใหม่ จากการเปลี่ยนผ่านสู่ "Digital Gold" พฤติกรรมการลงทุนของคนรุ่นใหม่ (Gen Y และ Gen Z) เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากการเข้าคิวซื้อทองแท่งแบบเดิม หันมาออมทองผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ในจำนวนเงินทีละน้อยแต่สม่ำเสมอ ส่งผลให้สภาพคล่องและความต้องการซื้อในภาคประชาชนยังคงหมุนเวียนอย่างแข็งแกร่ง

คำแนะนำการจัดพอร์ต (Asset Allocation) สำหรับนักลงทุนรายย่อย

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลทั้งหมด คำแนะนำสำหรับนักลงทุนในครึ่งปีหลังนี้คือ "พักเหนื่อยไม่ใช่จบเกม" ตลาดกำลังอยู่ในช่วงสร้างฐานเพื่อรอวิ่งต่อ ดังนั้นกลยุทธ์ที่เหมาะสมมีดังนี้:

  • เทรดดิ้งและสะสมตามแนวรับ: สำหรับนักลงทุนระยะกลาง สามารถใช้แนวรับ-แนวต้านของ YLG โดยแนวรับ - แนวต้านสำคัญที่ต้องจับตา (มุมมอง YLG) ประเมินแนวรับสำคัญไว้ 2 ระดับ คือ แนวรับแรกที่โซน 3,900-3,966 ดอลลาร์ (ทองไทยราว 61,400-62,400 บาท) ซึ่งเป็นโซนที่คาดว่าจะเริ่มมีแรงซื้อกลับเข้ามา และหากหลุดลงไปกว่านั้น แนวรับถัดไปจะอยู่ที่ 3,500-3,624 ดอลลาร์ (ทองไทยราว 55,000-57,000 บาท) ซึ่งถือเป็นแนวรับใหญ่ หากหลุดระดับนี้จะสะท้อนว่าโครงสร้างขาขึ้นเริ่มอ่อนแรงลง ในฝั่งแนวต้าน ด่านแรกที่ต้องจับตาคือโซน 4,200-4,382 ดอลลาร์ (ทองไทยราว 66,100-69,000 บาท) หากราคาสามารถผ่านแนวต้านนี้ไปได้อย่างมั่นคง จะเป็นสัญญาณยืนยันว่าทองคำกลับสู่ขาขึ้นระยะยาวชัดเจน เปิดทางสู่แนวต้านถัดไปที่โซน 4,890-5,250 ดอลลาร์ (ทองไทยราว 77,000-82,650 บาท) ซึ่งเป็นเป้าหมายหากทองคำกลับมาเป็นขาขึ้นเต็มตัว
Gold-mts-ylg-hsh-SPACEBAR-Photo01.jpg
  • คงสัดส่วนทองคำในพอร์ต: แนะนำให้มีทองคำติดพอร์ตไว้ประมาณ 5-10% ของพอร์ตการลงทุนรวม เพื่อทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ประกันความเสี่ยง (Hedging) จากทั้งเรื่องเงินเฟ้อ ความผันผวนของค่าเงิน และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
  • จับตาจุดเปลี่ยนสำคัญ: เฝ้าระวังตัวเลขเงินเฟ้อ สัญญาณดอกเบี้ยจากการเปิดเผยรายงานประชุม FOMC และการประชุมเฟดประจำเดือนกันยายน รวมถึงผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับทิศทางการลงทุนให้เท่าทันสถานการณ์

ข้อมูลและมุมมองในบทความนี้อ้างอิงจากบทวิเคราะห์ของ กลุ่มฮั่วเซ่งเฮง, บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG), MTS Gold (แม่ทองสุก), งาน Thailand Gold Summit 2026 รวมถึงรายงานจาก World Gold Council, Goldman Sachs, J.P. Morgan, Morgan Stanley, UBS บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและพิจารณาความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์