ลดค่า GP 3 แพลตฟอร์ม ร้านค้าไทยลงทะเบียนรับสิทธิ พ.ย. เริ่มใช้อัตราใหม่ 1 ธ.ค.
Shopee-Lazada-TikTok Shop ตกลงลดค่าธรรมเนียมภาคบังคับกลับสู่อัตราต้นปี 2569 นาน 6 เดือน กรมการค้าภายในชวนผู้ค้ารายย่อยตรวจคุณสมบัติและเตรียมทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คาดช่วยลดต้นทุนรวม 1,930 ล้านบาท
ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเป็นต้นทุนสำคัญของร้านค้าออนไลน์ เมื่ออัตราเรียกเก็บปรับเพิ่มขึ้น ย่อมกระทบกำไรและการตั้งราคาสินค้า โดยเฉพาะผู้ค้ารายย่อยที่ต้องแข่งขันด้านราคาและรับภาระค่าใช้จ่ายในการขายอยู่แล้ว
ปัญหาดังกล่าวนำมาสู่การเจรจาระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับ Shopee, Lazada และ TikTok Shop ก่อนทั้ง 3 แพลตฟอร์มตกลงลดค่าธรรมเนียมภาคบังคับ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ‘ค่า GP’ สำหรับผู้ประกอบการไทยที่เข้าเกณฑ์ กลับไปใช้อัตรา ณ วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นเวลา 6 เดือน
ล่าสุด กรมการค้าภายในเชิญชวนร้านค้าตรวจสอบคุณสมบัติและเตรียมลงทะเบียนรับสิทธิ โดยแต่ละแพลตฟอร์มจะทยอยแจ้งเตือนและเปิดระบบลงทะเบียนภายในเดือนพฤศจิกายน 2569 ก่อนเริ่มใช้อัตราใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2569 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2570

ลดค่า GP เท่าไร ใครได้รับสิทธิ
วัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ รมว.ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนและเพิ่มโอกาสแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทยรายย่อย โดยทั้ง 3 แพลตฟอร์มจะปรับค่าธรรมเนียมดังนี้
สำหรับอัตราค่าธรรมเนียมที่ปรับลด
Shopee จะลดจากเดิม 8.03-19.26% เหลือ 8.03-13.91%
Lazada ลดจาก 9.00-17.50% เหลือ 7.50-11.60% และ
TikTok Shop ลดจาก 13.38-21.94% เหลือ 11.24-17.66%
โดยอัตราที่แต่ละร้านได้รับขึ้นอยู่กับหมวดสินค้าและเงื่อนไขของแต่ละแพลตฟอร์ม

อัตราที่แต่ละร้านได้รับขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์มและหมวดสินค้า ผู้ขายจึงต้องตรวจสอบรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับร้านของตนก่อนยืนยันเข้าร่วมโครงการ
ฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ประเมินเบื้องต้นว่ามาตรการจะช่วยลดภาระค่าธรรมเนียมสูงสุด 42.9% คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 1,930 ล้านบาทตลอด 6 เดือน คาดว่าผู้ประกอบการไทยจะได้รับประโยชน์กว่า 1.2 ล้านราย แบ่งเป็นบุคคลธรรมดาประมาณ 1.02 ล้านราย และนิติบุคคลประมาณ 180,000 ราย โดยต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ

ผู้มีสิทธิต้องเป็นผู้ประกอบการไทยที่จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกต้อง และมีคุณสมบัติดังนี้
• บุคคลธรรมดา มียอดขายไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อแพลตฟอร์มต่อปี
• นิติบุคคล มีรายได้ไม่เกิน 3.5 ล้านบาทต่อแพลตฟอร์มต่อปี
กรมการค้าภายในย้ำว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นเกณฑ์รับสิทธิของโครงการ ไม่เกี่ยวข้องกับเกณฑ์จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT
มาตรการครอบคลุมสินค้าหลายประเภท เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และสินค้า OTOP ยกเว้นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากมีข้อจำกัดในการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า
ลงทะเบียน พ.ย. ตรวจสิทธิประมาณ 10 วันทำการ
ร้านค้าที่มีทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แล้ว สามารถยืนยันสิทธิตามขั้นตอนเมื่อแพลตฟอร์มเปิดระบบ ส่วนร้านค้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียนต้องดำเนินการให้เรียบร้อยก่อน โดยบุคคลธรรมดาติดต่อสำนักงานเขตหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนนิติบุคคลดำเนินการตามช่องทางที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนด

หลังลงทะเบียน แพลตฟอร์มจะตรวจสอบคุณสมบัติร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ใช้เวลาประมาณ 10 วันทำการ เพื่อยืนยันสิทธิผู้ค้าไทยและป้องกันผู้ขายต่างชาติเข้ามาสวมสิทธิ
ผู้ที่ผ่านเกณฑ์และได้รับการยืนยันสิทธิจะเริ่มใช้อัตราค่าธรรมเนียมใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2569 ตามกำหนดมาตรการ ส่วนผู้สมัครเพิ่มเติมจะได้รับการพิจารณาในลำดับต่อไป ผู้ขายจึงควรติดตามการแจ้งเตือนและกำหนดลงทะเบียนของแต่ละแพลตฟอร์มอย่างใกล้ชิด
ติดตามกติกาหลังครบ 6 เดือน
การลดค่า GP จะช่วยบรรเทาต้นทุนให้ร้านค้าที่เข้าเกณฑ์ แต่ผลที่ได้รับแตกต่างกันตามยอดขายและประเภทสินค้า ผู้ประกอบการควรคำนวณต้นทุนใหม่ควบคู่กับค่าใช้จ่ายอื่น เพื่อวางแผนราคาและบริหารกำไรตลอดช่วงมาตรการ
ระยะต่อไป กรมการค้าภายในจะร่วมกับคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ETDA หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตัวแทนผู้ประกอบการ รับฟังปัญหาและหารือกับแพลตฟอร์ม พร้อมพิจารณาขยายความช่วยเหลือไปยังแพลตฟอร์มอื่น เพื่อสร้างความโปร่งใสและเป็นธรรมในการค้าออนไลน์
ผู้ประกอบการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569





