ในวันที่โลกหันมามองความงามอย่างมีสติ ธุรกิจเครื่องสำอาง ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความสวย แต่คือการสร้าง “คุณค่า” ให้กับสิ่งแวดล้อมและชุมชน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) จึงขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Beauty Economy เพื่อผลักดันภูมิปัญญาไทยให้กลายเป็น “ซอฟต์พาวเวอร์” ที่งดงามจากภายในสู่ตลาดโลก
ตลาดความงามในยุคเปลี่ยนผ่าน...สวยแบบไม่ทำร้ายโลก
ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ตลาดความงามเดินหน้าแม้ในยามเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยตลาดเครื่องสำอางโลกในปี 2566 มีมูลค่ารวม 298.56 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.80 จากปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 445.98 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2030
สำหรับเครื่องสำอางที่มีสัดส่วนมูลค่าการค้าโดยรวมในโลกสูงสุดคือ เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิว มีสัดส่วน 48.13 % รองลงมาคือ น้ำหอม 17.39 % ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม 11.24 % สบู่ 9.47 % ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย 9.29 % และผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากและฟัน 4.48 %
สำหรับสถานการณ์อุตสาหกรรมความงามไทยก็มีการขยายตัวในทิศทางเดียวกับโลก จากการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวและการเฟื่องฟูของการค้าออนไลน์ โดยข้อมูลศูนย์วิจัยและวิเคราะห์เศรษฐกิจธุรกิจธนาคารกรุงไทย ระบุว่า ในปี 2568 มีมูลค่า 3.9 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องกว่า 13.2% ภายในปี 2569–2570 แม้ในภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจทั่วโลก
อุตสาหกรรมนี้กำลังเติบโตตามเทรนด์ Clean Beauty ที่เน้นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ปลอดสารเคมี และไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทาง ESG (Environment, Social, Governance) ที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญ
บวกกับ Pain Point ของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่เน้นสวยโดยไม่ทำร้ายโลก โดยเฉพาะ Gen Z และ Millennials ต่างมองหาความงามที่ยั่งยืน สะท้อนดีมานด์ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ ปราศจากสารเคมีที่อันตรายต่อผิวหนังและสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการผลิตที่โปร่งใส ไม่ทดลองกับสัตว์ และใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตร ซึ่งนับเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ ภูมิปัญญาด้านสมุนไพรซึ่งได้รับการยอมรับจากทั่วโลกมาเป็นจุดแข็งสร้างแบรนด์ความงามไทยให้มีพลังซอฟต์พาวเวอร์ และส่งออกไปสู่ตลาดโลก

กลยุทธ์เชิงรุกจากดีพร้อม เครื่องมือขับเคลื่อน Beauty Economy
เพื่อให้อุตสาหกรรมความงามไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ภายใต้การนำของนางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จึงได้วางแนวทางขับเคลื่อน ผ่านนโยบาย “ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้” ให้ทักษะใหม่ ให้เครื่องมือทันสมัย ให้โอกาสโตไกล ให้ธุรกิจไทยที่ดีคู่ชุมชน โดยมุ่งเน้นการยกระดับผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่ ผลักดัน Beauty Economy ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยให้เป็นที่ยอมรับในเวทีโลก ด้วยกลยุทธ์เชิงรุก ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการอย่างครบวงจร ได้แก่
- Product Readiness – พัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง สนับสนุนนวัตกรรมและเทคโนโลยีผ่าน Lab–Tech–Test เพื่อยกระดับมาตรฐานสากล
- Brand Identity – สร้างอัตลักษณ์จากท้องถิ่นสู่โลก ถ่ายทอดเรื่องราวจากวัตถุดิบไทยและภูมิปัญญาชุมชน สู่แบรนด์ที่โดดเด่น
- Market Expansion – เปิดประตูตลาดโลก ทั้งช่องทางออนไลน์ ออฟไลน์ และโครงการ Export Coaching เพื่อให้ SME ไทยพร้อมแข่งขัน
โดยหนึ่งในโครงการสำคัญคือ “Fashion Hero Brand” ที่พัฒนา 100 ผู้ประกอบการด้านความงาม ให้สามารถสร้างแบรนด์บนรากฐานวัฒนธรรมไทย ผสานนวัตกรรมสมัยใหม่ และยืนหยัดในตลาดโลกได้อย่างมั่นคง

ปัญญา เนเชอรัล ชูมะรุมริมรั้วเป็น Soft Power ไทย
หนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของโครงการคือแบรนด์ Panya Natural (ปัญญา เนเชอรัล) แบรนด์บิวตี้ที่ยกระดับ “มะรุม” สมุนไพรพื้นบ้านของไทย สู่ผลิตภัณฑ์ความงามระดับพรีเมียม ภายใต้แนวคิด “ธรรมชาติที่ยั่งยืน” ก่อตั้งโดย กมลรัตน์ ลาดสีทา ผู้เติบโตในครอบครัวเกษตรกรอีสาน และเห็นโอกาสในการต่อยอดมะรุมหลังศึกษาที่สหรัฐฯ จนนำมาพัฒนาเป็น น้ำมันมะรุมสกัดเย็น 100% ด้วยนวัตกรรม Peeling Off Process ที่ทำให้น้ำมันมะรุมบริสุทธิ์ สีทองสวย ไม่มีกลิ่นเหม็นเขียว และอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระกว่า 46 ชนิด
“จากความสำเร็จของผลิตภัณฑ์แรก ปัญญาได้ขยายสายผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกมิติของการดูแลผิว ตั้งแต่น้ำมันมะรุมผสมทองคำ กันแดด คลีนซิ่ง บอดี้ออยล์ แป้งพัฟ ยาหม่อง ไปจนถึงอาหารเสริม ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ทั้งหมด 42 SKU โดยใช้ทุกส่วนของมะรุมให้เกิดประโยชน์สูงสุด”
— อรวดี มุสิกชาต ผู้จัดการทั่วไปแบรนด์ปัญญา เนเชอรัล ระบุ

ธุรกิจที่งอกงามไปพร้อมสิ่งแวดล้อม
“ถ้าธุรกิจอยู่ได้ แต่ว่าชุมชนหรือว่าสิ่งแวดล้อมอยู่ไม่ได้ ก็ไม่มีทางยั่งยืน”
— อรวดี มุสิกชาต ผู้จัดการทั่วไปแบรนด์ปัญญา เนเชอรัล
แบรนด์ปัญญา เนเชอรัล เดินหน้าด้วยหลัก Sustainability Business อย่างแท้จริง โดยใช้วัตถุดิบธรรมชาติและบรรจุภัณฑ์ Eco-friendly ลดการใช้พลาสติก สนับสนุนถุงผ้าจากชุมชนแทนโรงงาน พร้อมดำเนินโครงการ “Thai Moringa Soft Power” ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกมะรุม 1 ต้น 1 ครัวเรือน ครอบคลุมกว่า 30 จังหวัด พร้อมรับซื้อผลผลิตคืนในราคายุติธรรม นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับมหาวิทยาลัยศิลปากรทำวิจัยด้านสารสำคัญและคาร์บอนเครดิต เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานระดับโลก

เติบโตยั่งยืนจากท้องถิ่นสู่ 3 ทวีป
ปี 2566-2567 ปัญญา เนเชอรัล เติบโตแบบก้าวกระโดด รายได้เพิ่มจาก 27 ล้านเป็น 48 ล้านบาท และนี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด เมื่อได้เข้าร่วม “โครงการ Fashion Hero Brand” ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยโครงการนี้ไม่ใช่แค่การมอบเกียรติบัตร แต่เป็นการพัฒนาผู้ประกอบการอย่างเป็นระบบและครบวงจร มีจัดการอบรมและถ่ายทอดความรู้จากผู้เชี่ยวชาญและอาจารย์ที่มีประสบการณ์ ช่วยชี้ให้เห็นว่ามีจุดไหนที่ต้องส่งเสริม หรือปรับปรุง ซึ่งกรมฯ ไม่เพียงให้ความรู้ในห้องเรียน แต่ยังพาผู้ประกอบการไปศึกษาดูงานโรงงานต้นแบบที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน เพื่อให้เห็นภาพจริงของการบริหารจัดการไลน์การผลิตที่มีประสิทธิภาพ การดูแลคุณภาพ และการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล
เรามีช่องทางจำหน่ายออนไลน์ถึง 90% และเตรียมขยายสู่ เอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง ตั้งเป้าเจาะตลาดญี่ปุ่น ออสเตรีย และดูไบ ซึ่งล้วนให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและการค้าที่มีจริยธรรม
...จากมะรุมริมรั้ว สู่พืชมหัศจรรย์แห่งความงามของโลก ปัญญา เนเชอรัล พิสูจน์ให้เห็นว่า “ความยั่งยืน” คือหัวใจของความงามที่แท้จริง

ความงามที่พร้อมงอกงามไปพร้อมโลก
ในตลาดโลกที่มีการแข่งขันสูง การสู้ด้วยราคาไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน แต่ SME ไทยต้องแข่งขันด้วยคุณภาพและเอกลักษณ์ สิ่งนี่คือหัวใจสำคัญของความสำเร็จ ด้วยรากฐานที่แข็งแกร่ง วิสัยทัศน์ที่ชัดเจน และความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อนาคตของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและความงามไทยมีเส้นทางที่สดใส เมื่อไทยไม่ได้ขายเพียงเครื่องสำอาง แต่ขาย “คุณค่า วัฒนธรรม และความยั่งยืน” ที่ผู้คนทั่วโลกกำลังมองหา ความงามแบบของไทยก็จะเปล่งประกายต้องตา จับใจผู้คนไปทั่วโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน





