ญี่ปุ่นลงทุนไทยต่อเนื่อง อัปเกรดฐานผลิตรับเทคโนโลยีใหม่

7 ก.ย. 2569 - 12:20

  • ญี่ปุ่นยังเลือกไทยเป็นฐานลงทุน ปี 2568 ยื่นขอส่งเสริม 302 โครงการ มูลค่ากว่า 1.13 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว

  • ลงทุนรอบใหม่ เน้นอัปเกรดฐานเดิม เร่งใช้ระบบอัตโนมัติ ดิจิทัล พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีใหม่ รับการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม

  • โจทย์ไทยไม่ใช่แค่ดึงเงินลงทุน รักษาฐานผลิตเดิม พร้อมยกระดับซัพพลายเชนสู่ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ AI และอุตสาหกรรมมูลค่าสูง

ญี่ปุ่นลงทุนไทยต่อเนื่อง อัปเกรดฐานผลิตรับเทคโนโลยีใหม่

ญี่ปุ่นยังปักหลักไทย ปรับฐานผลิตรับเทคโนโลยีใหม่

BOI ชี้ลงทุนเข้าสู่รอบใหม่ เร่งยกระดับโรงงาน-ซัพพลายเชน สู้การเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม

การลงทุนญี่ปุ่นในไทยกำลังเข้าสู่ ‘รอบใหม่’ จากเดิมที่ไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของญี่ปุ่นมาหลายทศวรรษ สู่การปรับปรุงโรงงานเดิม เพิ่มระบบอัตโนมัติ ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและพลังงานสะอาด ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง เพื่อรับมือการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมโลก ขณะที่โจทย์สำคัญของไทยไม่ใช่เพียงการดึงการลงทุนใหม่ แต่คือการรักษาฐานการผลิตเดิมและทำให้ไทยยังมีความสามารถแข่งขันเพียงพอที่จะรองรับเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานยุคใหม่

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สะท้อนทิศทางดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยปี 2568 นักลงทุนญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไทย 302 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 113,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีก่อน และเป็นหนึ่งในปีที่ญี่ปุ่นมียอดคำขอรับการส่งเสริมสูงที่สุด สะท้อนว่าฐานการลงทุนญี่ปุ่นในไทยยังมีความต่อเนื่อง แม้ภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและรูปแบบการผลิตครั้งใหญ่

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กล่าวว่า ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรด้านการลงทุนที่สำคัญของไทยมาอย่างยาวนาน และมีบทบาทในการสร้างฐานอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานของประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงเครื่องจักร

อย่างไรก็ตาม รูปแบบการลงทุนกำลังเปลี่ยนจากการขยายกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว ไปสู่การยกระดับฐานการผลิตที่มีอยู่ ทั้งด้านเทคโนโลยี ประสิทธิภาพ ผลิตภาพ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางอุตสาหกรรมโลก

ยานยนต์เปลี่ยนผ่าน ไทยต้องรักษาฐานผลิต

ภาคยานยนต์ยังเป็นหนึ่งในฐานสำคัญของการลงทุนญี่ปุ่น แต่โจทย์วันนี้เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจน ทั้งการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีไฮบริด การยกระดับมาตรฐานรถยนต์ ตลอดจนการปรับระบบการผลิตให้มีประสิทธิภาพและใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น

ปี 2568 นักลงทุนญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน มูลค่า 28,310 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57% จากปีก่อน ขณะที่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้ามีมูลค่า 19,378 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76%

การลงทุนของผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่สะท้อนการปรับฐานผลิตดังกล่าว เช่น บริษัท อีซูซุ ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนกว่า 15,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับฐานผลิตรถกระบะในไทย ด้วยระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ การใช้พลังงานสะอาด และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้รองรับมาตรฐาน Euro 6

ด้านมาสด้า ผ่านบริษัทร่วมทุนออโต้อัลลายแอนซ์ ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนกว่า 7,400 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงโรงงานรองรับการผลิตรถยนต์ Mazda รุ่นใหม่แบบ MHEV โดยใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปญี่ปุ่นและอาเซียน

ขณะที่มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประกาศแผนลงทุนเพิ่มเติม 16,000 ล้านบาทภายในปี 2573 เพื่อรองรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า พร้อมใช้ไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ All New Pajero สำหรับตลาดไทยและตลาดโลก ส่วนฮอนด้าเตรียมลงทุนเพิ่ม 12,000 ล้านบาทภายในปี 2572 เพื่อขึ้นไลน์ผลิตรถยนต์โมเดลใหม่ 2 รุ่น

ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า การแข่งขันของไทยในยุคใหม่ไม่ได้อยู่ที่การเป็นเพียง ‘โรงงานผลิตรถยนต์’ แต่ต้องสามารถรองรับเทคโนโลยีการผลิตและผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ รวมถึงเชื่อมต่อกับตลาดและห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและโลกได้

การเปลี่ยนผ่านยังลงลึกไปถึงระดับซัพพลายเชน โดยบริษัท แอสเตโม ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 3,500 ล้านบาท เพื่อผลิต PCU Inverter ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญในระบบควบคุมและแปลงกำลังไฟฟ้าของยานยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ไอซิน พาวเวอร์เทรน ลงทุนผลิตระบบส่งกำลังสำหรับรถยนต์ไฮบริด

จากโรงงานเดิม สู่ฐานเทคโนโลยีมูลค่าสูง

ไม่ใช่เพียงอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังปรับตัว การลงทุนญี่ปุ่นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ก็ขยับเข้าสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้นเช่นกัน โดย...

บริษัท มูราตะ อิเล็กทรอนิกส์ ลงทุนผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงอย่าง Multilayer Ceramic Capacitor (MLCC) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและยานยนต์

ขณะที่บริษัท พานาโซนิค แมนูแฟคเจอริ่ง อยุธยา ลงทุนผลิตวัสดุต้นน้ำสำหรับแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ทั้ง Prepreg และ Copper Clad Laminate (CCL) โดยโรงงานแห่งใหม่จะเป็นฐานผลิตวัสดุ “MEGTRON” แห่งแรกในอาเซียน เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI

นอกจากฐานอุตสาหกรรมเดิม ยังเริ่มเห็นการกระจายการลงทุนไปสู่กิจการใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีและสร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ทั้งกิจการดิจิทัล อากาศยานและชิ้นส่วน รวมถึงบริการและโลจิสติกส์

หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ บริษัท เอ็นเอ็มบี-มินีแบ ไทย ในเครือ MinebeaMitsumi ซึ่งลงทุนเพิ่มกว่า 2,600 ล้านบาท เปิดโรงงานแห่งใหม่ในจังหวัดลพบุรี ผลิตชิ้นส่วนอากาศยานความแม่นยำสูงสำหรับ Airbus และ Boeing พร้อมยกระดับไทยเป็นฐานการผลิตหลักระดับโลก หรือ Global Core Factory สำหรับธุรกิจการบินของกลุ่ม และจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เกษตร-อาหาร ต่อยอดสู่เทคโนโลยีสีเขียว

การลงทุนญี่ปุ่นยังขยายไปสู่ภาคเกษตรและอาหาร โดยปี 2568 มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริม 4,069 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54% จากปีก่อน ขณะที่กลุ่มโลจิสติกส์และบริการมีมูลค่า 1,468 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว

บริษัท โตโย ไซกัน ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 2,470 ล้านบาท เพื่อผลิตเครื่องดื่มจากพืช ผัก ผลไม้ รวมถึงชาและกาแฟ ส่วนบริษัท อิวาตานิ คอร์ปอเรชั่น ลงทุน 840 ล้านบาท ผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ชีวภาพเหลว โดยใช้เทคโนโลยี Carbon Capture and Utilization หรือ CCU ดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการหมักวัตถุดิบทางการเกษตรเพื่อนำกลับมาใช้ในภาคอุตสาหกรรม

จึงเป็นอีกภาพของการปรับโครงสร้างการลงทุนจากการใช้ไทยเป็นฐานการผลิตสินค้า ไปสู่การใช้เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่าจากทรัพยากรและวัตถุดิบที่มีอยู่ในประเทศ

ญี่ปุ่นยังอยู่ แต่โจทย์คือ ‘รักษาฐาน’ ให้แข่งขันได้

ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจของหอการค้าญี่ปุ่น (JCC) ในไทยช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จากบริษัทญี่ปุ่น 504 แห่ง พบว่า 23% มีแผนเพิ่มการลงทุนในไทย ขณะที่ 48% มีแผนรักษาระดับการลงทุนเดิม

สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงจำนวนบริษัทที่เตรียมลงทุนเพิ่ม แต่เป็นรูปแบบของการลงทุน เพราะบริษัทญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการปรับปรุงประสิทธิภาพของฐานการผลิตเดิม ทั้งการเปลี่ยนเครื่องจักร การใช้พลังงานสะอาด การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น

สะท้อนว่า ในช่วงที่หลายประเทศแข่งขันกันดึงดูดการลงทุนและการย้ายฐานการผลิต ไทยต้องแข่งขันมากกว่าการเสนอสิทธิประโยชน์เพื่อดึงโครงการใหม่ แต่ต้องทำให้ฐานการผลิตที่อยู่ในประเทศสามารถ ‘ไปต่อ’ ได้ในโลกอุตสาหกรรมยุคใหม่

สำหรับญี่ปุ่น การมีฐานการผลิตเดิมและซัพพลายเชนที่เชื่อมโยงกับไทยมาหลายทศวรรษยังเป็นจุดแข็ง ขณะที่โจทย์ของไทยคือการต่อยอดข้อได้เปรียบดังกล่าวให้รองรับเทคโนโลยีใหม่ และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

BOI เร่งดันฐานญี่ปุ่นสู่ Regional Hub

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 นักลงทุนญี่ปุ่นยังยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไทย 123 โครงการ มูลค่า 32,790 ล้านบาท สะท้อนว่าการลงทุนยังเดินหน้าต่อเนื่อง แม้โครงสร้างอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนผ่าน

BOI ระบุว่าจะสนับสนุนทั้งการยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพฐานการผลิตเดิม รวมถึงการลงทุนในสาขาใหม่ โดยเฉพาะกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการจัดตั้งสำนักงานภูมิภาค หรือ Regional Headquarters ในไทย ซึ่งปัจจุบันกิจการสำนักงานภูมิภาคที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI กว่า 40% มาจากญี่ปุ่น

“ฐานการลงทุนของญี่ปุ่นในไทยไม่ได้หยุดนิ่ง แต่กำลังปรับตัวและยกระดับไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลก”

นฤตม์ กล่าว

ดังนั้น ภาพการลงทุนญี่ปุ่นในไทยวันนี้จึงไม่ใช่เรื่องของการ ‘อยู่ต่อหรือย้ายออก’ เพียงอย่างเดียว แต่กำลังเปลี่ยนเป็นโจทย์ว่า ฐานการผลิตที่อยู่ในไทยจะถูกยกระดับไปได้ไกลแค่ไหน และไทยจะสามารถเปลี่ยนฐานการผลิตที่สั่งสมมานานหลายทศวรรษ ให้กลายเป็นฐานเทคโนโลยี ซัพพลายเชน และศูนย์กลางธุรกิจของญี่ปุ่นในภูมิภาคได้มากเพียงใด

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์