การผิดนัดชำระหุ้นกู้รุ่น JKN239A มูลค่า 609 ล้านบาท ที่ครบกำหนดเมื่อ 1 กันยายนที่ผ่านมา ของ JKN Global Media เป็นโดมิโนตัวแรกที่เริ่มส่งผลกับบริษัท แม้จะมีความพยายามขอผ่อนผันจ่ายเงินคืนทันทีเมื่อครบกำหนด 156 ล้านบาทแรก แต่ก็เป็นเพียงแค่การต่อลมหายใจไปอีกช่วงหนึ่ง เพราะทางผู้ถือหุ้นกู้ให้ระยะเวลาถึงสิ้นเดือนกันยายนนี้ เรียกร้องให้การจ่ายคืนหุ้นกู้เต็มจำนวนอีก 453 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอีก 8.5% เพื่อไม่ให้ถือว่า ผิดนัดชำระ (Call Default)
JKN ยังมีหุ้นกู้ JKN 246A ที่กำหนดไถ่ถอนในปี 2567 ที่บริษัทหลักทรัพย์ เอเชียพลัส ในฐานะผู้แทนถือหุ้นกู้ขอให้ชี้แจงแนวทางแก้ไข รวมทั้งในส่วนบริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ ก็ขอคำยืนยัน และแนวทางป้องกันการผิดนัดชำระหุ้นกู้อีก 5 รุ่น โดย 3 รุ่นจะครบในปี 2567 และในปี 2568 อีก 2 รุ่น รวมมูลค่ากว่า 2,078 ล้านบาท
อธิบายง่ายๆ ก็คือ เส้นตาย คือ ภายในสิ้นเดือนนี้ ถ้า ‘แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์’ ในฐานะ CEO ใหญ่ของ JKN ไม่สามารถหาเงินราว 460 ล้านบาท มาเคลียร์หนี้เงินกู้ที่ถึงกำหนด ก็จะถูกถือเป็นเหตุผิดนัดตามข้อกำหนดของหุ้นกู้รุ่นอื่นๆ และถูกเรียกชำระคืนทั้งหมด (Cross Default) หนี้ทั้งหมด ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการเข้าสู่หลักประหาร หรือ เข้าสู่ภาวะล้มละลายอย่างเป็นทางการ
ถ้า JKN มีเงิน มีสภาพคล่อง ก็คงไม่ประสบกับภาวะวิกฤตหุ้นกู้อย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ทางออกในการหาเงินราว 460 ล้านบาท มาจ่ายหนี้คืน ก็ดูจะมืดมนพอสมควร เพราะจะไปขอก็สินเชื่อจากสถาบันการเงินในยามนี้คงยากถึงยากที่สุด ไม่ต้องพูดถึงการขายหุ้นแบบเฉพาะเจาะจง หรือ PP ก็ปิดประตูตาย ในยามที่ราคาหุ้นดิ่งเหวแบบนี้
ทางรอดเดียว คือ การยอมสละอวัยวะ เพื่อรักษาชีวิต แต่สินทรัพย์ที่ JKN ถือครองอยู่ ส่วนใหญ่ก็เป็นสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ คือ ลิขสิทธิ์ หนัง ซีรีย์ สารคดี และ องค์กรนางงามจักรวาล Miss Universe Organisation
ลิขสิทธิ์องค์กรนางงามจักรวาล หรือ MUO อาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนสนใจ เพราะสามารถต่อยอด เพิ่มมูลค่าได้ แต่ก็ดูจะเปรียบเสมือน สัญลักษณ์ และตัวตนใหม่ของ แอน-จักรพงษ์ ที่ต้องการยกระดับตัวเองขึ้นเป็น นักธุรกิจระดับโลก และคงทนไม่ได้ที่จะเห็น จักรวาลของเธอต้องล่มสลาย
สินทรัพย์ที่ดูจะพอเปลี่ยนเป็นเงินได้เร็วที่สุดในเวลานี้ จึงดูจะเป็น สถานีโทรทัศน์ดิจิตอล JKN 18 ที่แบริ่ง ซึ่งมีข่าวลือในแวดวงสื่อหนาหูว่าจะมีการเปลี่ยนมือ โดยมีการติดต่อเสนอขายให้กับกลุ่มของ สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม เจ้าของโทรทัศน์ดาวเทียม TOP NEWS ให้เข้ามารับช่วงต่อ
เดิมช่อง JKN18 คือ ช่อง NEWS TV 18 หรือเดลินิวส์ ทีวี ดำเนินการโดย บริษัท ดีเอ็น บรอดคาสท์ จำกัด มี ดร.ประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด เป็นผู้บริหารโดยประมูลช่องโทรทัศน์ระบบดิจิทัล ประเภทธุรกิจระดับชาติจาก กสทช. ในราคา 1,310 ล้านบาท และได้หมายเลขช่อง 18 จัดอยู่ในหมวดช่องข่าว ความคมชัดปกติ
แต่ธุรกิจโทรทัศน์ดิจิตอลแข่งขันกันสูงมาก มีการคืนใบอนุญาต 7 ราย แต่ทาง NEWS TV 18 ไม่คืน เพราะมีคนสนใจเข้ามารับช่วงต่อ จึงทำการเจรจาเพื่อขายใบอนุญาต
การเจรจาขายช่องกลุ่มแรกที่เสนอตัวมา คือ สนธิญาณ ที่ช่วงนั้นแยกตัวออกจาก กลุ่มเนชั่น และหาสถานีโทรทัศน์เพื่อออกอากาศรายการข่าว พร้อมๆ กับมีข่าวว่าผู้สนับสนุนในการเจรจาและเงินทุน คือ พี่ใหญ่ ในแวดวงการเมือง และการเจรจาช่วงแรกสรุปกันที่ราคา 800 ล้านบาท ซึ่งดูเหมือนลงตัว แต่สุดท้าย การเจรจาก็ยุติลง ต่างคนแยกย้าย สนธิญาณ ออกไปทำทีวีดาวเทียม TOP NEWS ส่วน NEWS TV 18 ก็ไปหาผู้ซื้อรายใหม่
กลุ่มที่สองที่เข้ามาเจรจา คือ แอน JKN ที่สรุปซื้อไปในราคา 1,000 ล้านบาท และเปลี่ยนชื่อช่องเป็น JKN 18 พร้อมกับนำสารคดี ภาพยนตร์ ซี่รีย์ สินค้าของ JKN มาขายในช่อง และคาดหวังว่าเรทติ้งของสถานีจะขยับขึ้น
ในสถานการณ์จวนตัวแบบนี้ การเสนอขาย JKN18 ให้กับกลุ่มสนธิญาณ จึงไม่ใช่เรื่องเกินเลย แต่แน่นอนว่าราคาที่ขายได้ จะอยู่ที่เท่าไหร่ เมื่อพิจารณาอายุใบอนุญาตที่จะสิ้นสุดลงในปี 2572
มีการประเมินราคาขายน่าจะประมาณ 500 ล้านบาท แต่ผู้ซื้อจะยอมรับราคานี้หรือไม่ ก็อยู่กับการเจรจา เชื่อแน่ว่าผู้ซื้อคงต่อราคา และในภาวะแบบนี้ แอน คงไม่มีทางเลือกมากนัก
ถ้าถามว่าผู้ซื้ออย่างสนธิญาณได้อะไร อย่างแรกได้ยกระดับช่องดาวเทียมมาเป็นทีวีดิจิตอล การเผยแพร่ได้มากขึ้น และยังมีข่าวไม่ยืนยันว่า นายทุนใหญ่ของ TOP NEWS อย่างกลุ่ม BTS ที่ให้พื้นที่สร้างสตูดิโอ และสนับสนุนด้านอื่นๆ เริ่มคุยคนละภาษากับกลุ่มสนธิญาณ ทำให้กลุ่ม TOP NEWS ต้องหาทางออกสำรองไว้ก่อน ส่วนเงินทุนในการซื้อช่อง ด้วยความสามารถ และมากด้วยคอนเนคชั่นทางการเมืองของสนธิญาณ คาดว่าคงไม่เหลือบ่ากว่าแรง ที่จะหานายทุนใหม่มาแบ็กอัปจนได้
แต่การเจรจาซื้อขายครั้งนี้จะสำเร็จ หรือล้มเหลว สถานะของ JKN ก็คงอาจจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะยังคงต้องเหนื่อยหาเงินมาเคลียร์หุ้นกู้รอบต่อไปอีกเหมือนเดิม เพียงแต่อาจช่วยรอยต่อลมหายใจไปได้อีกเฮือกหนึ่ง จะนานแค่ไหนคำตอบคงอยู่ที่จักรวาล
JKN ยังมีหุ้นกู้ JKN 246A ที่กำหนดไถ่ถอนในปี 2567 ที่บริษัทหลักทรัพย์ เอเชียพลัส ในฐานะผู้แทนถือหุ้นกู้ขอให้ชี้แจงแนวทางแก้ไข รวมทั้งในส่วนบริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ ก็ขอคำยืนยัน และแนวทางป้องกันการผิดนัดชำระหุ้นกู้อีก 5 รุ่น โดย 3 รุ่นจะครบในปี 2567 และในปี 2568 อีก 2 รุ่น รวมมูลค่ากว่า 2,078 ล้านบาท
อธิบายง่ายๆ ก็คือ เส้นตาย คือ ภายในสิ้นเดือนนี้ ถ้า ‘แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์’ ในฐานะ CEO ใหญ่ของ JKN ไม่สามารถหาเงินราว 460 ล้านบาท มาเคลียร์หนี้เงินกู้ที่ถึงกำหนด ก็จะถูกถือเป็นเหตุผิดนัดตามข้อกำหนดของหุ้นกู้รุ่นอื่นๆ และถูกเรียกชำระคืนทั้งหมด (Cross Default) หนี้ทั้งหมด ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการเข้าสู่หลักประหาร หรือ เข้าสู่ภาวะล้มละลายอย่างเป็นทางการ
ถ้า JKN มีเงิน มีสภาพคล่อง ก็คงไม่ประสบกับภาวะวิกฤตหุ้นกู้อย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ทางออกในการหาเงินราว 460 ล้านบาท มาจ่ายหนี้คืน ก็ดูจะมืดมนพอสมควร เพราะจะไปขอก็สินเชื่อจากสถาบันการเงินในยามนี้คงยากถึงยากที่สุด ไม่ต้องพูดถึงการขายหุ้นแบบเฉพาะเจาะจง หรือ PP ก็ปิดประตูตาย ในยามที่ราคาหุ้นดิ่งเหวแบบนี้
ทางรอดเดียว คือ การยอมสละอวัยวะ เพื่อรักษาชีวิต แต่สินทรัพย์ที่ JKN ถือครองอยู่ ส่วนใหญ่ก็เป็นสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ คือ ลิขสิทธิ์ หนัง ซีรีย์ สารคดี และ องค์กรนางงามจักรวาล Miss Universe Organisation
ลิขสิทธิ์องค์กรนางงามจักรวาล หรือ MUO อาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนสนใจ เพราะสามารถต่อยอด เพิ่มมูลค่าได้ แต่ก็ดูจะเปรียบเสมือน สัญลักษณ์ และตัวตนใหม่ของ แอน-จักรพงษ์ ที่ต้องการยกระดับตัวเองขึ้นเป็น นักธุรกิจระดับโลก และคงทนไม่ได้ที่จะเห็น จักรวาลของเธอต้องล่มสลาย
สินทรัพย์ที่ดูจะพอเปลี่ยนเป็นเงินได้เร็วที่สุดในเวลานี้ จึงดูจะเป็น สถานีโทรทัศน์ดิจิตอล JKN 18 ที่แบริ่ง ซึ่งมีข่าวลือในแวดวงสื่อหนาหูว่าจะมีการเปลี่ยนมือ โดยมีการติดต่อเสนอขายให้กับกลุ่มของ สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม เจ้าของโทรทัศน์ดาวเทียม TOP NEWS ให้เข้ามารับช่วงต่อ
เดิมช่อง JKN18 คือ ช่อง NEWS TV 18 หรือเดลินิวส์ ทีวี ดำเนินการโดย บริษัท ดีเอ็น บรอดคาสท์ จำกัด มี ดร.ประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด เป็นผู้บริหารโดยประมูลช่องโทรทัศน์ระบบดิจิทัล ประเภทธุรกิจระดับชาติจาก กสทช. ในราคา 1,310 ล้านบาท และได้หมายเลขช่อง 18 จัดอยู่ในหมวดช่องข่าว ความคมชัดปกติ
แต่ธุรกิจโทรทัศน์ดิจิตอลแข่งขันกันสูงมาก มีการคืนใบอนุญาต 7 ราย แต่ทาง NEWS TV 18 ไม่คืน เพราะมีคนสนใจเข้ามารับช่วงต่อ จึงทำการเจรจาเพื่อขายใบอนุญาต
การเจรจาขายช่องกลุ่มแรกที่เสนอตัวมา คือ สนธิญาณ ที่ช่วงนั้นแยกตัวออกจาก กลุ่มเนชั่น และหาสถานีโทรทัศน์เพื่อออกอากาศรายการข่าว พร้อมๆ กับมีข่าวว่าผู้สนับสนุนในการเจรจาและเงินทุน คือ พี่ใหญ่ ในแวดวงการเมือง และการเจรจาช่วงแรกสรุปกันที่ราคา 800 ล้านบาท ซึ่งดูเหมือนลงตัว แต่สุดท้าย การเจรจาก็ยุติลง ต่างคนแยกย้าย สนธิญาณ ออกไปทำทีวีดาวเทียม TOP NEWS ส่วน NEWS TV 18 ก็ไปหาผู้ซื้อรายใหม่
กลุ่มที่สองที่เข้ามาเจรจา คือ แอน JKN ที่สรุปซื้อไปในราคา 1,000 ล้านบาท และเปลี่ยนชื่อช่องเป็น JKN 18 พร้อมกับนำสารคดี ภาพยนตร์ ซี่รีย์ สินค้าของ JKN มาขายในช่อง และคาดหวังว่าเรทติ้งของสถานีจะขยับขึ้น
ความฝันกับความจริง มักจะสวนทางกันเสมอ
JKN18 ไม่ได้ช่วยให้แอน ประสบความสำเร็จ เพราะต้องลงทุนกับสถานีโทรทัศน์ต่อเนื่อง ในขณะที่รายได้จากโฆษณาไม่ได้มาก และประสบการขาดทุนสะสมมาหลายปีในสถานการณ์จวนตัวแบบนี้ การเสนอขาย JKN18 ให้กับกลุ่มสนธิญาณ จึงไม่ใช่เรื่องเกินเลย แต่แน่นอนว่าราคาที่ขายได้ จะอยู่ที่เท่าไหร่ เมื่อพิจารณาอายุใบอนุญาตที่จะสิ้นสุดลงในปี 2572
มีการประเมินราคาขายน่าจะประมาณ 500 ล้านบาท แต่ผู้ซื้อจะยอมรับราคานี้หรือไม่ ก็อยู่กับการเจรจา เชื่อแน่ว่าผู้ซื้อคงต่อราคา และในภาวะแบบนี้ แอน คงไม่มีทางเลือกมากนัก
ถ้าถามว่าผู้ซื้ออย่างสนธิญาณได้อะไร อย่างแรกได้ยกระดับช่องดาวเทียมมาเป็นทีวีดิจิตอล การเผยแพร่ได้มากขึ้น และยังมีข่าวไม่ยืนยันว่า นายทุนใหญ่ของ TOP NEWS อย่างกลุ่ม BTS ที่ให้พื้นที่สร้างสตูดิโอ และสนับสนุนด้านอื่นๆ เริ่มคุยคนละภาษากับกลุ่มสนธิญาณ ทำให้กลุ่ม TOP NEWS ต้องหาทางออกสำรองไว้ก่อน ส่วนเงินทุนในการซื้อช่อง ด้วยความสามารถ และมากด้วยคอนเนคชั่นทางการเมืองของสนธิญาณ คาดว่าคงไม่เหลือบ่ากว่าแรง ที่จะหานายทุนใหม่มาแบ็กอัปจนได้
แต่การเจรจาซื้อขายครั้งนี้จะสำเร็จ หรือล้มเหลว สถานะของ JKN ก็คงอาจจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะยังคงต้องเหนื่อยหาเงินมาเคลียร์หุ้นกู้รอบต่อไปอีกเหมือนเดิม เพียงแต่อาจช่วยรอยต่อลมหายใจไปได้อีกเฮือกหนึ่ง จะนานแค่ไหนคำตอบคงอยู่ที่จักรวาล





