มร. ดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ ‘MINT’ เผย ภาพรวมการดำเนินธุรกิจของ MINT ในปี 2565 ที่ผ่านมามีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง จากปัจจัยการฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่เริ่มกลับเข้าสู่สภาวะก่อนการระบาดของโรคโควิด-19 โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อานิสงส์เชิงบวกนี้ ส่งผลให้ผลประกอบการของทุกกลุ่มธุรกิจในเครือไมเนอร์ (ไมเนอร์ โฮเทลส์ ไมเนอร์ ฟู้ด และไมเนอร์ ไลฟ์สไตล์) มีอัตราการทำกำไรที่เป็นบวกทั้งหมด ผลแระกอบการรวมในปีที่ผ่านมาสามารถพลิกกลับมาทำกำไร และมีรายได้รวมสุทธิมากกว่าการดำเนินงานของบริษัท ในช่วงเวลาก่อนการระบาดของโรคโควิด-19 ในปี 2562
มร. ดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ ‘MINT’สำหรับปี 2565 ที่ผ่านมา บริษัทได้สร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการฟื้นตัว ทำให้ในปี 2566 บริษัทพร้อมเดินหน้า ‘กลับสู่การเติบโต’ (Back to Growth) อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการวางแผนกลยุทธ์ 3 ปี Z2566-2568) ซึ่งมุ่งเน้นในการเสริมสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งและขยายพอร์ตโฟลิโออย่างต่อเนื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพและอัตราการทำกำไร การผนึกกำลังพันธมิตรเพื่อการเติบโต รวมทั้งการปรับปรุงศักยภาพด้านดิจิทัล บุคลากร และการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้ารายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 20% ต่อปี
สำหรับประเทศไทยได้มีการคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจะเพิ่มขึ้นจากราว 11 ล้านคนในปี 2565 เป็น 22 ล้านคนในปี 2566 โดยตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นอีก หลังจากการเปิดประเทศจีนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ และจะช่วยในการกระตุ้นกำลังซื้อให้กลับมาคึกคัก อันเป็นผลดีต่อทุกกลุ่มธุรกิจของ MINT ซึ่งจะได้รับอานิสงส์เชิงบวกดังกล่าวอีกด้วย
การเติบโตรายกลุ่มธุรกิจ
สำหรับกลุ่มธุรกิจ ไมเนอร์ โฮเทลส์ ในปี 2566 พบสัญญาณการเติบโตที่แข็งแกร่ง จากแนวโน้มการจองห้องพักล่วงหน้าที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และไม่มีสัญญาณการชะลอตัวของความต้องการของลูกค้าในการเดินทางพักผ่อน โดยบริษัทจะมีการเพิ่มอัตราการเข้าพักและการปรับขึ้นราคาห้องพักให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นภายหลังการยกเลิกข้อจำกัดในการเดินทาง พร้อมขยายการให้บริการนักเดินทางกลุ่มธุรกิจ ควบคู่กับการผลักดันกลยุทธ์เชิงการตลาดให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง
กลุ่มธุรกิจ ไมเนอร์ ฟู้ด ยังคงมุ่งสร้างรายได้ผ่านทุกช่องทางการขาย ในขณะที่เสริมสร้างโครงสร้างต้นทุนเพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไรโดยรวมต่อไป ผ่านความคิดริเริ่มใหม่ ๆ เช่น ร้านค้ารูปแบบใหม่ แพลตฟอร์มลอยัลตี้โปรแกรมระหว่างลูกค้าและแบรนด์ ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อสร้างความตื่นเต้นทางการตลาด ซึ่งจะเป็นเป้าหมายหลักในการเป็นผู้นำทางด้านร้านอาหารและครองส่วนแบ่งทางการตลาดของบริษัทต่อไป
ขณะที่ กลุ่มธุรกิจไมเนอร์ ไลฟ์สไตล์ ได้มีการขานรับการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซ โดยการดำเนินธุรกิจซึ่งมุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางมากขึ้น รวมถึงการสร้างประสบการณ์การซื้อสินค้าที่ผสมผสานได้อย่างกลมกลืน ระหว่างช่องทางหน้าร้านและช่องทางออนไลน์ ผ่านการเลือกสรรผลิตภัณฑ์ การตั้งราคา และการเพิ่มช่องทางการชำระเงิน ควบคู่ไปกับการรักษาฐานลูกค้าเดิม เพิ่มลูกค้าใหม่ และการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า ซึ่งทั้งหมดนี้ MINT เชื่อมั่นว่าในปี 2566 ภาพรวมบริษัทจะมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งด้วยการต่อยอดแรงหนุนจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ รวมถึงเป็นการสร้างความมั่นคงเพื่อการเติบโตในระยะยาวของธุรกิจ ซึ่งจะสามารถสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของบริษัทได้เป็นอย่างดี มร. ดิลลิป กล่าว
ชัยพัฒน์ ไพฑูรย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน MINT กล่าว เพื่อเป็นการเดินหน้าสร้างการเติบโตเต็มรูปแบบ (Back to growth) ในปี 2566 นี้ ตลอดจนเพื่อเป็นการต่อยอดความแข็งแกร่งและความมั่นคงของบริษัทตลอด 50 ปี MINT จึงมุ่งสร้างสายสัมพันธ์แห่งความสำเร็จ ภายใต้แนวคิด ‘Bond with us’ ระหว่างบริษัท ผู้บริโภค และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคน โดยได้เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนฯ ชุดใหม่ ครั้งที่ 1/2566 ซึ่งมีอันดับความน่าเชื่อถือของผู้ออกหุ้นกู้ในระดับ ‘A’ แนวโน้มอันดับเครดิต ‘คงที่’ และอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ด้อยสิทธิฯ ชุดใหม่นี้ ในระดับ ‘BBB+’ โดยบริษัท ทริส เรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2565
ชัยพัฒน์ ไพฑูรย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน MINTโดยบริษัทคาดว่าจะเปิดจองซื้อหุ้นกู้ด้อยสิทธิฯ ชุดใหม่ แก่ประชาชนเป็นการทั่วไประหว่างวันที่ 7 – 9 กุมภาพันธ์นี้ ผ่านสถาบันการเงินชั้นนำทั่วประเทศ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) และบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส
โดยบริษัทเชื่อว่าจะสามารถใช้ประโยชน์จากแบรนด์และทรัพย์สินที่มีคุณภาพสูงเพื่อสร้างรายได้ และผลักดันผลกำไรและผลตอบแทนให้กับผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมดได้อย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่องในระยะยาว ซึ่งผู้สนใจลงทุนสามารถติดต่อสถาบันการเงินทั้ง 11 แห่งได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป