ท่ามกลางความตึงเครียดของสงครามในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ และเริ่มส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพพลังงานโลก โดยเฉพาะความเสี่ยง ‘น้ำมันตึงตัว’ จากเส้นทางขนส่งสำคัญอย่าง ช่องแคบฮอร์มุซ ภาครัฐไทยเร่งออกมาตรการดูแลราคาสินค้าและปริมาณสินค้าในประเทศ เพื่อสกัดแรงกระแทกต่อค่าครองชีพของประชาชน
ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เปิดเผยสถานการณ์ล่าสุด โดย กนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่า แม้ราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์สงคราม ซึ่งกระทบต้นทุนทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม และการขนส่ง แต่สินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศยังมี “ปริมาณเพียงพอ” และต้องจำหน่ายในราคาที่เป็นธรรม
กระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ลงพื้นที่ติดตามราคาสินค้าและบริการรายวัน เพื่อประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาเกินควร หรือการกักตุนสินค้าในช่วงที่ต้นทุนพลังงานผันผวน
ในส่วนของราคาพลังงานหน้าปั๊ม กระทรวงพาณิชย์ทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด และ กระทรวงพลังงาน ผ่านกลไกคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) หากพบการตั้งราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุน การกักตุน หรือปฏิเสธการขาย จะดำเนินคดีตามกฎหมายทันที ภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ขณะเดียวกัน ภาคเกษตรซึ่งพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศ ยังคงได้รับการดูแล โดยยืนยันว่าประเทศไทยมีสต๊อกปุ๋ยเพียงพอใช้ได้ถึงเดือนพฤษภาคม และยังสามารถควบคุมราคาได้ในระดับหนึ่ง แม้การนำเข้าจากตะวันออกกลางจะเผชิญข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์จากสถานการณ์สงคราม
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์เตรียมเร่งหาแหล่งวัตถุดิบทดแทน พร้อมผลักดันให้เกษตรกรปรับสูตรปุ๋ย ลดการพึ่งพาการนำเข้า และเพิ่มการใช้วัตถุดิบอินทรีย์มากขึ้น รวมถึงเตรียมขยายโครงการ ‘ปุ๋ยธงเขียว’ เพื่อช่วยลดต้นทุนในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกสำคัญ ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม
ภาพรวมสถานการณ์สะท้อนว่า แม้ประเทศไทยยังไม่เผชิญภาวะ ‘ขาดแคลนสินค้า’ โดยตรง แต่แรงกดดันจากราคาน้ำมันโลกที่มีแนวโน้มสูงขึ้น กำลังส่งผ่านมายังต้นทุนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ





