ไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดหุ้นไทย กำลังมีปัญหาในเชิงโครงสร้างนักลงทุนอย่างมาก สะท้อนจากสัดส่วนนักลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้นมีสัดส่วนสูงถึง 56.66% จากเดิมที่มีสัดส่วนราว 20% ในขณะที่มีสัดส่วนนักลงทุนรายย่อยราว 29.18% แต่ที่เป็นปัญหา คือ สัดส่วนของนักลงทุนสถาบัน ที่หดตัวเหลืออยู่เพียง 5-6%
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดหุ้นไทยปีนี้ Underperform มาอย่างต่อเนื่อง เพราะขาดแรงซื้อจากต่างชาติ เนื่องจากการเข้ามามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย จะเป็นการส่งคำสั่งซื้อขายผ่านโปรแกรมเทรด และผลจากอัตราดอกเบี้ยสหรัฐที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ต่างชาติเทขายหุ้นไทยอย่างหนักตั้งแต่ต้นปี โดยมีการขายสุทธิไปแล้วกว่า 1.66 แสนล้านบาท และกดดัชนีให้ปรับลดลงมาถึง 241 จุด
ในเวลาเดียวกันนักลงทุนรายย่อย ส่วนใหญ่ก็มีการซื้อขายระยะสั้น ในลักษณะเก็งกำไรมากกว่า และใช้โปรแกรมเทรดเช่นกัน ส่วนกองทุนในประเทศ หรือนักลงทุนสถาบันนั้น มีสัดส่วนน้อยมากไม่ถึง 10% เมื่อมีปัจจัยลบเข้ามากระแทก จึงมักจะเกิดแรงเทขายออกมาจำนวนมาก

“โจทย์ คือ ทำอย่างไรที่จะทำให้สัดส่วนของนักลงทุนสถาบัน ที่จะเข้ามาลงทุนระยะยาวมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนสถาบันหดตัวลง เนื่องจากไม่มีเม็ดเงินจากการลงทุนระยะยาวจาก กองทุน LTF ที่หมดอายุไป ถึงแม้จะมีกองทุน SSF เข้ามาทดแทน แต่ก็ไม่เป็นที่นิยม”
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า ได้มีการยื่นหนังสือเพื่อขอเข้าพบ นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน เพื่อเสนอให้มีการพิจารณาส่งเสริมการลงทุนในตลาดทุนระยะยาวมากขึ้น โดยนอกเหนือจากการขอให้มีการต่ออายุสิทธิประโยชน์ทางภาษีของกองทุน SSF ที่จะสิ้นสุดในปี 2567 แล้วยังจะขอให้มีการจัดตั้งกองทุนใหม่ ๆ สำหรับกลุ่มเป้าหมายต่างๆ เช่น ช่วงวัยเด็ก วัยทำงาน หรือ วัยสูงอายุ รวมทั้งอาจจะพิจารณานำกองทุน LTF กลับมาใหม่อีกครั้ง รวมถึงการส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนระยะยาว สำหรับบริษัทที่ลงทุนในเรื่องสิ่งแวดล้อม หรือ เน้นเรื่องความยั่งยืน

ข่าวน่าสนใจ
ถือดอลลาร์ มาทางนี้ โอนเข้าฝากประจำ ให้ดอกดี 5%




