ต่อจากตอนที่แล้ว ดร.ธัชไท กีรติพงค์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ฉายภาพในรายการ Thailand NEXT ไว้อย่างน่าสนใจว่า การสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ก็เปรียบเสมือนการพาประเทศไทยเดินเข้า “ฟิตเนส” เพื่อรีดไขมันส่วนเกิน ร่างกฎระเบียบ และฟิตร่างกายให้เฟิร์มพร้อมลงแข่งบนเวทีโลก
หลังจากเปิดโหมด Warm Up และตรวจสุขภาพเชิงลึกในขั้นตอน Technical Review กันไปแล้ว คำถามสำคัญที่สังคมอยากรู้ก็คือ ในวันที่ไทยกำลังเร่ง “สร้างกล้ามเนื้อ” ให้แข็งแรง ประเทศไทยจะแลกเปลี่ยนอะไรกับโจทย์ยากระดับสากล และประโยชน์เหล่านั้นจะตกมาถึงมือประชาชนคนธรรมดาได้อย่างไร?
SPACEBAR ชวนเจาะลึกบทสัมภาษณ์ ดร.ธัชไท ในตอนที่ 2 ว่าด้วยโจทย์หินที่สุดอย่างการปราบทุจริต และคำตอบที่ว่า "คนไทยได้อะไรจากการเข้า OECD"
“คอร์รัปชัน” คือโจทย์ใหญ่ที่สุดที่ไทยต้องพิสูจน์
หากถามว่าประเด็นใดเป็นความท้าทายสำคัญที่สุดของการเข้า OECD ดร.ธัชไทมองไปที่ การต่อต้านคอร์รัปชัน เพราะการมีกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ สิ่งที่ OECD ต้องการเห็นคือ การบังคับใช้กฎหมาย และพฤติกรรมของคนในระบบที่เปลี่ยนแปลงไป
หนึ่งในกระบวนการสำคัญคือการดำเนินการตามมาตรฐานต่อต้านการให้สินบนของ OECD ซึ่งประเทศไทยกำลังดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง โจทย์ที่ยากจึงไม่ใช่แค่การเขียนกฎหมาย แต่คือการทำให้กฎหมายถูกนำไปใช้จริงอย่างเป็นธรรม
ดร.ธัชไทมองว่า วิธีหนึ่งที่จะลดโอกาสการทุจริต คือการ ปิดช่องว่างของระบบ หากระบบการขอใบอนุญาต การตรวจสอบ การอนุมัติ หรือการให้บริการภาครัฐมีความโปร่งใสและใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยมากขึ้น ช่องทางที่เอื้อต่อการทุจริตก็จะลดลง
สิ่งที่ท้าทายที่สุดของการทำงานคือการที่เราจะเปลี่ยนคนให้ได้
— ดร.ธัชไท กีรติพงค์ไพบูลย์
เพราะวัฒนธรรมองค์กรและพฤติกรรมของคนต้องใช้เวลานานกว่าการแก้กฎหมาย
แล้วคนไทยกับธุรกิจจะได้อะไร?
คำถามสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่แค่ “ไทยจะเข้า OECD เมื่อไร” แต่คือ “ถ้าเข้าแล้ว คนไทยจะได้อะไร?” ดร.ธัชไท ให้ความเห็นว่า
- ภาคธุรกิจ การยกระดับมาตรฐานสามารถช่วยเพิ่มความน่า เชื่อถือของสินค้าและบริการไทย เปิดโอกาสให้เข้าถึงตลาดที่มีมาตรฐานสูง และสร้างระบบการแข่งขันที่เป็นธรรมมากขึ้น
- ภาคแรงงาน การปฏิรูปด้านการศึกษาและทักษะมีเป้าหมายให้การเรียนรู้เชื่อมโยงกับตลาดแรงงานมากขึ้น ไม่ใช่เพียงเรียนเพื่อสอบผ่าน แต่ต้องมีทักษะที่สามารถนำไปใช้ในการทำงานจริง
ประชาชนทั่วไป สิ่งที่อาจเห็นได้ในระยะยาวคือบริการภาครัฐที่มีประสิทธิภาพขึ้น กฎระเบียบที่โปร่งใสขึ้น สินค้าและบริการที่มีมาตรฐานขึ้น รวมถึงระบบเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในการสร้างผลิตภาพและรายได้มากขึ้น

ดังนั้น OECD ไม่ควรเป็นเพียงเรื่องของ “รัฐบาล กับ OECD” แต่ต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ใน คุณภาพชีวิตของคนไทย ตั้งแต่ธุรกิจ การทำงาน ไปจนถึงการใช้ชีวิตในสังคมสูงวัย โดยเฉพาะสังคมสูงวัยที่แม้จะไม่สามารถทำให้คนไทยแก่ช้าลงหรือเปลี่ยนโครงสร้างประชากรได้ แต่สามารถนำองค์ความรู้และแนวปฏิบัติจากประเทศสมาชิกมาช่วยออกแบบระบบเศรษฐกิจและสังคมให้รองรับผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ
GDP ไทยอาจเพิ่มถึง 1.6% หากไทยเข้า OECD
อีกหนึ่งตัวเลขที่น่าสนใจคือ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น โดยดร.ธัชไท ได้กล่าวถึงสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ที่เคยศึกษาไว้ว่า การเข้าร่วม OECD อาจช่วยเพิ่ม GDP ของประเทศถึง 1.6%
แต่ตัวเลข 1.6% ไม่ได้หมายความว่า “เข้า OECD แล้ว GDP จะโตทันที 1.6%” เพราะผลลัพธ์ที่แท้จริงจะมาจากการปฏิรูปประเทศ ทั้งการเพิ่มผลิตภาพ ปรับปรุงกฎระเบียบ เพิ่มการแข่งขัน และยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการ
ดังนั้น 1.6% จึงควรมองเป็น “ศักยภาพจากการปฏิรูป” มากกว่าผลตอบแทนอัตโนมัติจากการเป็นสมาชิก OECD และสิ่งสำคัญกว่าตัวเลข GDP คือ การเติบโตนั้นต้องแปลงเป็น รายได้ โอกาส และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทยด้วย
ไทยกับอินโดนีเซีย ใครได้เปรียบกว่า?
ปัจจุบันในเอเชีย OECD มีสมาชิกอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ขณะที่ไทยและอินโดนีเซียกำลังอยู่ในกระบวนการสมัครเข้าเป็นสมาชิก
ดร.ธัชไทมองว่า การเปรียบเทียบว่าใคร “ได้เปรียบกว่า” อาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด เพราะไทยและอินโดนีเซียมีบริบทแตกต่างกัน ทั้งขนาดประชากร โครงสร้างเศรษฐกิจ และระบบการทำงานของภาครัฐ สิ่งที่ไทยควรทำจึงไม่ใช่การแข่งกับอินโดนีเซีย แต่คือ การแข่งกับตัวเอง เหมือนการออกกำลังกายในฟิตเนส เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ว่าคนข้าง ๆ ยกน้ำหนักได้มากกว่าเท่าไร แต่อยู่ที่ว่าเราสามารถพัฒนาตัวเองจากจุดเดิมได้มากแค่ไหน
เส้นชัยไม่ใช่วันที่ได้เป็นสมาชิก
ท้ายที่สุด ดร.ธัชไทมองว่า การเข้า OECD ไม่ควรถูกวัดความสำเร็จด้วยวันที่ประเทศไทยได้รับสถานะสมาชิกเพียงอย่างเดียว เพราะการ “สอบผ่าน” OECD เป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่สำคัญกว่าคือ หลังจากนั้นประเทศไทยแข็งแรงขึ้นหรือไม่ เช่น
- ระบบราชการมีประสิทธิภาพขึ้นไหม
- ธุรกิจไทยแข่งขันง่ายขึ้นหรือไม่
- SME มีโอกาสเติบโตมากขึ้นไหม
- แรงงานมีทักษะตรงกับตลาดหรือไม่
- การศึกษาตอบโจทย์โลกการทำงานมากขึ้นหรือยัง
- การคอร์รัปชันลดลงหรือไม่
- ประชาชนได้รับบริการที่ดีขึ้นหรือไม่
หากในอีก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า คนไทยรู้สึกว่าประเทศเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แม้คนจำนวนมากอาจไม่ได้รู้ด้วยซ้ำว่า OECD คืออะไร นั่นอาจเป็นสัญญาณบวกว่ากระบวนการทั้งหมดประสบความสำเร็จเพราะท้ายที่สุดแล้ว OECD ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำให้ประเทศไทย “สอบผ่าน”
แต่คือการใช้กระบวนการตรวจสุขภาพ ปรับระบบ และยกระดับมาตรฐาน เพื่อทำให้ประเทศไทย แข็งแรงและพร้อมแข่งขันมากขึ้น และหากต้องมีตัวชี้วัดสุดท้ายเพียงหนึ่งเดียว อาจไม่ใช่ GDP ไม่ใช่อันดับของประเทศ และไม่ใช่วันที่ไทยได้ใบสมาชิก แต่อาจเป็นคำถามง่าย ๆ ว่า “หลังจากประเทศไทยเข้าฟิตเนสแล้ว คนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้นและมีความสุขมากขึ้นแล้วหรือยัง?”




