ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ปรับตัวขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในวันพฤหัสบดี เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม โดยมีแรงหนุนหลักจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อและไม่มีสัญญาณยุติ ขณะที่ปริมาณสำรองน้ำมันของโลกลดลงกว่าช่วงก่อนสงครามอย่างมีนัยสำคัญ
วิกฤตทะเลแดงซ้ำเติมตลาดน้ำมัน
การที่กองกำลังฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียในทะเลแดง ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาน้ำมันให้พุ่งสูง เส้นทางดังกล่าวเป็นเส้นทางทางเลือกที่ซาอุดีอาระเบียใช้ส่งออกน้ำมันหลังจากช่องแคบฮอร์มุซปิดตัวลง โดยสามารถส่งออกน้ำมันได้ประมาณสามในสี่ของระดับก่อนสงครามผ่านท่อส่งน้ำมันไปยังท่าเรือยันบูในทะเลแดง
"เส้นทางทางเลือกนี้กำลังเผชิญกับแรงกดดัน เนื่องจากการปิดล้อมและความเสี่ยงจากการโจมตีเรือทำให้การผ่านทะเลแดงในระยะสั้นมีความเป็นไปได้น้อยลง" มายา เซนุสซี จาก Oxford Economics กล่าว
ความเสี่ยงที่สูงกว่าครั้งก่อน
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เตือนเมื่อกลางเดือนกรกฎาคมว่า กำลังการผลิตน้ำมันโลกต่ำกว่าระดับก่อนสงครามราว 9.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่โลกบริโภคน้ำมันกว่า 100 ล้านบาร์เรลต่อวันในภาวะปกติ
จานิฟ ชาห์ รองประธานบริษัทที่ปรึกษา Rysted Energy ระบุว่า กำลังการผลิตสำรองของโลกถูกใช้ไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่คลังสำรองน้ำมันทั้งเชิงยุทธศาสตร์และเชิงพาณิชย์อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเริ่มสงคราม ทำให้ตลาดมีช่องว่างรับมือการหยุดชะงักของอุปทานน้อยลง
ปัจจัยที่ช่วยบรรเทาแรงกดดัน
แม้สถานการณ์จะน่ากังวล แต่ยังมีปัจจัยที่ช่วยลดความรุนแรงลงบ้าง ทั้งการเพิ่มการส่งออกจากบราซิล คาซัคสถาน สหรัฐอเมริกา และเวเนซุเอลา รวมถึงความพยายามของจีนในการลดการนำเข้า นอกจากนี้ ประเทศสมาชิก IEA กว่า 30 ประเทศยังมีปริมาณสำรองน้ำมันรวมกันมากกว่าหนึ่งพันล้านบาร์เรล
ธนาคารกลางยุโรปจับตาผลกระทบ
คริสทีน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป แสดงความกังวลต่อเหตุโจมตีเรือในทะเลแดง โดยระบุว่าสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันอย่างเห็นได้ชัด และอาจทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งต้องคงหรือปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจในที่สุด






