ตลาดการเงินทั่วโลกเกิดการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เมื่อวันจันทร์ หลังสหรัฐอเมริกาและอิหร่านประกาศบรรลุข้อตกลงยุติความขัดแย้งที่ดำเนินมา 3 เดือน โดยจะมีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซใหม่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิ่งลงและตลาดหุ้นพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทั้งสองฝ่ายยืนยันการประกาศจากปากีสถานซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลาง พร้อมกำหนดพิธีลงนามอย่างเป็นทางการในสวิตเซอร์แลนด์วันที่ 19 มิถุนายน ซึ่งจะยุติความขัดแย้งที่เริ่มต้นจากการโจมตีของสหรัฐ-อิสราเอลต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
การเปิดช่องแคบฮอร์มุซใหม่
ประธานาธิบดี Donald Trump เขียนข้อความในโซเชียลมีเดียในวันอาทิตย์ว่า "ข้อตกลงกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเสร็จสมบูรณ์แล้ว" พร้อมอนุญาตให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มที่และสั่งยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐทันที
รองรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน Kazem Gharibabadi กล่าวทางโทรทัศน์ว่า ข้อตกลงนี้จะ "ยุติทันที" สงครามและจะมีการเจรจาเพื่อ "ข้อตกลงขั้นสุดท้าย" ภายใน 2 เดือน
ผลกระทบต่อราคาน้ำมันและตลาดการเงิน
ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ลดลง 5.6% อยู่ที่ 80.16 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ Brent ปรับตัวลง 4.1% อยู่ที่ 83.77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นการร่วงลงครั้งใหญ่จากระดับสูงสุดที่เกิน 110 ดอลลาร์หลังความขัดแย้งเริ่มต้น
การลดลงของราคาน้ำมันช่วยบรรเทาความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่อาจบีบให้ธนาคารกลางต่างๆ ต้องขึ้นดอกเบิ้ยอีกครั้ง โดยเฉพาะหลังข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐในเดือนพฤษภาคมพุ่งขึ้น
ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นแรง
ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยดัชนี Nikkei 225 ในโตเกียวเพิ่มขึ้น 5.4% และตลาดเกาหลีใต้พุ่งขึ้นกว่า 5% นำโดยหุ้นเทคโนโลยี ขณะที่ตลาดจาการ์ตาปรับตัวขึ้นกว่า 4% หลังค่าเงินรูเปียอินโดนีเซียแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 17,700 ต่อดอลลาร์
Stephen Innes จาก SPI Asset Management วิเคราะห์ว่า "การลดลงของราคาน้ำมันลดแรงกดดันเงินเฟ้อ ความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ลดลงช่วยลดความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบิ้ยของ Fed" แต่เตือนว่านี่เป็นเพียง "ข้อตกลงขั้นแรก ไม่ใช่ข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้าย"




