‘ปกรณ์’ ลุยรื้อกฎหมายรองกว่า 7,600 ฉบับ ปลดล็อกอุปสรรคลงทุน ดันควิกวินภายใน 2 เดือน ก่อนชง กรอ.-ครม.
ท่ามกลางความท้าทายด้านการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่ทวีความเข้มข้นขึ้น การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนทางกฎหมายที่อาจกลายเป็นต้นทุนแฝงของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกฎหมายลำดับรองจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการของผู้ประกอบการ
ล่าสุด ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลด้านกฎหมาย เตรียมเดินหน้าผลักดันการทบทวนและปรับปรุงกฎหมายลำดับรองกว่า 7,600 ฉบับ เพื่อปลดล็อกอุปสรรคในการประกอบธุรกิจและการลงทุน โดยตั้งเป้าจัดทำข้อเสนอแล้วเสร็จภายใน 2 เดือน ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.)
นายปกรณ์ เปิดเผยก่อนการประชุม กรอ. ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 22 มิถุนายนนี้ ว่า ขณะนี้ได้ประสานความร่วมมือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เพื่อรวบรวมข้อเสนอเกี่ยวกับกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจและการลงทุน
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่จะเพิ่มสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ กรอ. เพื่อให้การพิจารณาครอบคลุมทุกภาคส่วนทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น
ปกรณ์ กล่าวว่า จากการหารือกับภาคเอกชนในเบื้องต้น พบว่ากฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในระดับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก แต่กระจุกตัวอยู่ในกฎหมายลำดับรอง โดยเฉพาะกฎกระทรวงและระเบียบต่าง ๆ ที่มีอยู่มากกว่า 7,600 ฉบับ และกำหนดหลักเกณฑ์ ขั้นตอน รวมถึงวิธีปฏิบัติที่ผู้ประกอบการต้องดำเนินการตามกฎหมาย
“สิ่งแรกที่เราจะเร่งดำเนินการ คือ การแก้ไขกฎหมายลำดับรอง เพราะเป็นเรื่องที่สามารถทำได้รวดเร็วและเห็นผลได้ชัด ถือเป็นควิกวินในการลดภาระและอุปสรรคให้กับภาคธุรกิจ”
— ปกรณ์ กล่าว
ทั้งนี้ ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อเสนอทั้งหมด ก่อนจัดลำดับความสำคัญของประเด็นที่ต้องเร่งแก้ไข
เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนในการจัดทำข้อสรุปและแนวทางดำเนินการ ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ กรอ. และ ครม. เพื่อผลักดันไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
นายปกรณ์ ย้ำว่า การปรับปรุงกฎระเบียบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการยกระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทยให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ลดต้นทุนด้านกฎเกณฑ์ที่ไม่จำเป็น และเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
“เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ระบบกฎหมายเอื้อต่อการประกอบธุรกิจและการลงทุนมากขึ้น พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจยุคใหม่ และช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว”
— ปกรณ์ กล่าว



