ปกรณ์ ลุยรื้อกฎหมายรอง 7,600 ฉบับ ปลดล็อกลงทุน ชง กรอ.-ครม. ใน 2 เดือน

19 มิ.ย. 2569 - 17:02

  • ปกรณ์ รับโจทย์ด้านกฎหมาย เดินหน้าปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจและการลงทุน

  • เล็งแก้กฎหมายลำดับรองกว่า 7,600 ฉบับ หวังควิกวินลดภาระผู้ประกอบการ

  • ตั้งเป้าสรุปแนวทางภายใน 2 เดือน ก่อนเสนอ กรอ. และ ครม. พิจารณา

ปกรณ์ ลุยรื้อกฎหมายรอง 7,600 ฉบับ ปลดล็อกลงทุน ชง กรอ.-ครม. ใน 2 เดือน

‘ปกรณ์’ ลุยรื้อกฎหมายรองกว่า 7,600 ฉบับ ปลดล็อกอุปสรรคลงทุน ดันควิกวินภายใน 2 เดือน ก่อนชง กรอ.-ครม.

ท่ามกลางความท้าทายด้านการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่ทวีความเข้มข้นขึ้น การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนทางกฎหมายที่อาจกลายเป็นต้นทุนแฝงของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกฎหมายลำดับรองจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการของผู้ประกอบการ

ล่าสุด ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลด้านกฎหมาย เตรียมเดินหน้าผลักดันการทบทวนและปรับปรุงกฎหมายลำดับรองกว่า 7,600 ฉบับ เพื่อปลดล็อกอุปสรรคในการประกอบธุรกิจและการลงทุน โดยตั้งเป้าจัดทำข้อเสนอแล้วเสร็จภายใน 2 เดือน ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.)

นายปกรณ์ เปิดเผยก่อนการประชุม กรอ. ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 22 มิถุนายนนี้ ว่า ขณะนี้ได้ประสานความร่วมมือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เพื่อรวบรวมข้อเสนอเกี่ยวกับกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจและการลงทุน

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่จะเพิ่มสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ กรอ. เพื่อให้การพิจารณาครอบคลุมทุกภาคส่วนทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น

ปกรณ์ กล่าวว่า จากการหารือกับภาคเอกชนในเบื้องต้น พบว่ากฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในระดับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก แต่กระจุกตัวอยู่ในกฎหมายลำดับรอง โดยเฉพาะกฎกระทรวงและระเบียบต่าง ๆ ที่มีอยู่มากกว่า 7,600 ฉบับ และกำหนดหลักเกณฑ์ ขั้นตอน รวมถึงวิธีปฏิบัติที่ผู้ประกอบการต้องดำเนินการตามกฎหมาย

“สิ่งแรกที่เราจะเร่งดำเนินการ คือ การแก้ไขกฎหมายลำดับรอง เพราะเป็นเรื่องที่สามารถทำได้รวดเร็วและเห็นผลได้ชัด ถือเป็นควิกวินในการลดภาระและอุปสรรคให้กับภาคธุรกิจ”

ปกรณ์ กล่าว

ทั้งนี้ ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อเสนอทั้งหมด ก่อนจัดลำดับความสำคัญของประเด็นที่ต้องเร่งแก้ไข

เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนในการจัดทำข้อสรุปและแนวทางดำเนินการ ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ กรอ. และ ครม. เพื่อผลักดันไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

นายปกรณ์ ย้ำว่า การปรับปรุงกฎระเบียบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการยกระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทยให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ลดต้นทุนด้านกฎเกณฑ์ที่ไม่จำเป็น และเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

“เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ระบบกฎหมายเอื้อต่อการประกอบธุรกิจและการลงทุนมากขึ้น พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจยุคใหม่ และช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว”

ปกรณ์ กล่าว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์