จากวันที่ประเทศไทยค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย สู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่กลายเป็นรากฐานสำคัญของภาคอุตสาหกรรม และวันนี้กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่โจทย์ของพลังงานไม่ได้มีเพียงเรื่อง ‘มีใช้’ แต่ต้อง มั่นคง ราคาเหมาะสม แข่งขันได้ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ตลอด 48 ปีของ ปตท. เส้นทางการเติบโตจึงไม่ได้สะท้อนเพียงพัฒนาการของบริษัทพลังงานแห่งหนึ่ง แต่ยังเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและระบบพลังงานไทยในแต่ละยุค ตั้งแต่ยุค ‘โชติช่วงชัชวาล’ การขยายโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน การตอบโจทย์การเดินทางและไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงการรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
จาก ‘โชติช่วงชัชวาล’ สู่รากฐานพลังงานไทย
จุดเริ่มต้นสำคัญเกิดขึ้นจากการค้นพบ ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ซึ่งช่วยให้ไทยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
การมีก๊าซธรรมชาติในประเทศนำไปสู่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ทั้ง ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติและโรงแยกก๊าซธรรมชาติแห่งแรกของไทย ทำให้ก๊าซที่ผลิตได้ไม่ได้ถูกใช้เพียงเพื่อผลิตพลังงาน แต่ยังสามารถนำไปต่อยอดเป็นวัตถุดิบสำหรับภาคอุตสาหกรรม
โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในฐานสำคัญของภาคการผลิตไทย และช่วยเชื่อมโยงทรัพยากรพลังงานเข้ากับการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
เส้นทางดังกล่าวทำให้บทบาทของ ปตท. ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจัดหาเชื้อเพลิง แต่ขยายไปสู่การสร้างระบบนิเวศด้านพลังงานและอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
จากพลังงาน สู่ ‘เพื่อนร่วมเส้นทาง’ ของคนไทย
เมื่อรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้บริโภคเปลี่ยนไป บทบาทของสถานีบริการน้ำมันก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเติมเชื้อเพลิง
ปัจจุบัน ปตท. มีเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน 2,416 แห่ง ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 และมีการขยายธุรกิจไปยัง 10 ประเทศทั่วโลก
ขณะเดียวกัน ธุรกิจค้าปลีกและบริการก็ถูกพัฒนาให้ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันมากขึ้น ผ่านร้านกาแฟ Café Amazon ร้านอาหาร และบริการต่าง ๆ ภายในสถานีบริการ จนเกิดแนวคิด Mobility & Lifestyle Ecosystem ที่ทำให้สถานีบริการกลายเป็นมากกว่าจุดเติมน้ำมัน
ในอีกด้านหนึ่ง ปตท. ยังมีบทบาทในการนำเสนอเชื้อเพลิงรูปแบบใหม่ในตลาดไทย ทั้งเบนซินไร้สารตะกั่ว แก๊สโซฮอล์ และไบโอดีเซล สะท้อนการปรับตัวของธุรกิจให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคและทิศทางด้านพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป
เมื่อโจทย์พลังงานไม่ได้มีแค่ ‘มีใช้’ แต่ต้อง ‘ยั่งยืน’
วันนี้โลกพลังงานกำลังเผชิญโจทย์ที่ซับซ้อนขึ้น ทั้งความผันผวนของราคาพลังงาน ความมั่นคงของแหล่งจัดหา การเติบโตของพลังงานหมุนเวียน รวมถึงแรงกดดันด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
สำหรับ ปตท. แนวคิดสำคัญคือการสร้างสมดุลของ Energy Trilemma หรือ 3 โจทย์หลักของระบบพลังงาน ได้แก่
· ความมั่นคงด้านพลังงาน (Security) ต้องมีพลังงานเพียงพอและมีความต่อเนื่อง
· ความยั่งยืน (Sustainability) ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
· ราคาที่เหมาะสมและความสามารถในการแข่งขัน (Affordability & Competitiveness) ทำให้ประชาชนและภาคธุรกิจเข้าถึงพลังงานได้ในระดับราคาที่เหมาะสม พร้อมรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
โจทย์ทั้งสามด้านจึงต้องเดินไปพร้อมกัน เพราะการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนจากเชื้อเพลิงรูปแบบหนึ่งไปสู่อีกรูปแบบหนึ่ง แต่เป็นการปรับโครงสร้างทั้งระบบ
C3 กลยุทธ์รับมือโลกพลังงานยุคใหม่
หนึ่งในแนวทางที่ ปตท. ใช้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านคือ C3 Strategy ซึ่งประกอบด้วย 3 แนวทางสำคัญ
C1: Climate-Resilience
มุ่งพัฒนาธุรกิจพลังงานแห่งอนาคตและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ธุรกิจสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและทิศทางพลังงานโลก
C2: Carbon Conscious
นำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พร้อมเดินหน้าเทคโนโลยีลดและกักเก็บคาร์บอน หรือ CCS รวมถึงเทคโนโลยีไฮโดรเจน
C3: Coalition & Co-Creation
เพราะการลดคาร์บอนไม่สามารถทำได้โดยองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ปตท. จึงให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคธุรกิจ ชุมชน และภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงการเพิ่มการดูดซับคาร์บอนผ่านการปลูกและฟื้นฟูผืนป่า
48 ปีต่อจากนี้ กับโจทย์พลังงานแห่งอนาคต
จากจุดเริ่มต้นที่ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย เคยเป็นคำตอบสำคัญของประเทศในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน วันนี้โจทย์กำลังเปลี่ยนไปสู่การสร้างระบบพลังงานที่สามารถเดินหน้าไปพร้อมกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
เป้าหมายของ ปตท. จึงถูกวางไว้ที่การ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 15% ภายในปี 2035 และมุ่งสู่ Net Zero Emissions ภายในปี 2050
เส้นทางตลอด 48 ปีจึงอาจมองได้เป็นการเดินทางจาก “ผู้สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน” สู่บทบาทขององค์กรที่ต้องปรับตัวให้ทันกับโลกพลังงานยุคใหม่
จาก ‘โชติช่วงชัชวาล’ ในวันวาน สู่โจทย์ ‘เปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน’ ในวันนี้ความท้าทายสำคัญของ ปตท. ไม่ได้อยู่เพียงว่าจะผลิตหรือจัดหาพลังงานได้มากแค่ไหน แต่คือการทำให้ พลังงานยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้อย่างมั่นคง แข่งขันได้ และเดินหน้าไปพร้อมกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม





