มาตรการกระตุ้นอสังหาฯ คือ ‘ยาสามัญ’ ช่วยอาการป่วยทางเศรษฐกิจของประเทศที่ซบเซาเรื้อรัง กล่าวได้ว่า ไม่ว่ารัฐบาลยุคไหน ต่างก็ใช้มาตรการอสังหาริมทรัพย์ด้วยกันทั้งนั้น แต่ที่สร้างความฮือฮา ในรัฐบาลครั้งนี้ อาจเป็นเพราะ ผู้นำรัฐบาล ‘เศรษฐา ทวีสิน’ เป็นผู้มาจากแวดวงอสังหาฯ จึงเลี่ยงที่จะพ้นคำถาม หรือคำครหา ‘เอื้อนายทุนหรือไม่?’ กับมติ ครม. 9 เมษายน 2567 ที่ออกมาเพื่อวาดหวังกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ และช่วยประชาชนให้เข้าถึงบ้านได้ง่ายขึ้น แต่แล้วเรื่องนี้ ใครก็เผยแทนไม่ได้ นอกจากตัวท่าน
เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังคงตอกย้ำ ถึงความสำคัญของเศรษฐกิจ ว่า นอกจากการส่งออกแล้ว ภาคอสังหาริมทรัพย์ ถือเป็นตัวชี้วัดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยทางหนึ่ง เพราะในท่ามกลางสภาวะการส่งออกที่ไทยยังทำได้ไม่มาก เหมือนอดีตเมื่อ 10 ปีที่แล้ว มาตรการกระตุ้นอื่นๆ ก็ควรต้องทำ และอสังหาริมทรัพย์ก็เป็นหนทางหนึ่ง
ส่วนจะเป็นการเอื้อนายทุนหรือไม่ อยากให้ดูให้ครบ เพราะหลายรัฐบาลในอดีตก็มีการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยภาคอสังหาริมทรัพย์มาอย่างต่อเนื่อง ตรวจสอบได้ ทั้งยังต้องผ่านหลายกระทรวง ทบวง กรม รวมถึงคณะกรรมการกฤษฎีกา และข้อคิดเห็นจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช) เรื่องนี้ จึงทำเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น มาตรการที่ออกมา ก็ถือเป็นการกระตุ้นได้ทั้งระบบ คาดหวังว่า จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือ GDP ให้เติบโตขึ้นได้ถึง 1.7-1.8%
“ขอเรียนว่าเรื่องอสังหาริมทรัพย์ ถ้าดูในแง่ของเศรษฐกิจโดยรวม สมุมติว่าถ้าคนซื้อบ้าน 1 หลังเขาจะซื้ออะไรบ้าง ซื้อพรม กระจก ประตู สุขภัณฑ์แอร์ เฟอร์นิเจอร์และอะไรอีกหลายอย่าง ซึ่งทำให้หลายอุตสาหกรรมได้รับผลในทางที่ดี และเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ ก็ถือเป็นการออมอย่างหนึ่ง และไม่ใช่ประเด็นการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียว แต่คนที่จะสร้างบ้านเอง ก็จะได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีด้วย”
— นายกฯ เศรษฐา กล่าว
มาตรการกระตุ้นอสังหาฯ อะไรที่ใหม่กว่าเดิม
ทั้งนี้ กล่าวได้ว่า มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับการอนุมัติจาก ครม.ครั้งนี้ เป็นมาตรการที่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ต่างๆ ได้ร้องขอกันมานานมากแล้ว เนื่องจากก่อนหน้านี้รัฐบาลกำหนดเพดานมาตรการ ‘ลดค่าโอน-จดจำนอง’ ไว้เฉพาะบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทเท่านั้น แต่มาตรการหนนี้ ยังครอบคลุมถึงที่อยู่อาศัย ในราคาไม่เกิน 7 ล้านบาทด้วย สรุปรายละเอียด 5 มาตรการช่วยเหลือ ดังนี้
1\. การลดค่าธรรมเนียมโอน-จดจำนองเหลือรายการละ 0.01% ครอบคลุมที่อยู่อาศัยไม่เกิน 7 ล้านบาท 2\. ให้สิทธิลดหย่อนภาษีจาก ‘การสร้างบ้าน’ ในอัตรา ‘ล้านละหมื่น’ รวมไม่เกิน 100,000 บาท (ซึ่งอดีตไม่เคยมี) 3\. โครงการสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ Happy Home
- Happy Life เพื่อผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยของตนเอง โดย ธอส. 5\. การขยายเพดานโครงการบ้าน BOI เป็น 1.5 ล้านบาท
ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังต้องติดตามต่อไปว่า ผลของมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ ครั้งนี้ จะช่วยลดปัญหา Oversupply ที่เกิดขึ้นในบางเซ็กเมนต์ได้หรือไม่ โดยเฉพาะกลุ่มทาวน์เฮ้าส์ และอาคารชุด ในระดับราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท ที่มีสต็อกเหลือขายถึง 74,500 ยูนิต และ 71,300 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วนถึง 96.3% และ 84.7% จากสต็อกในทุกระดับราคา ขณะที่สต็อกบ้านเดี่ยวที่กว่าครึ่งอยู่ในราคา 5-10 ล้านบาท ก็จะได้ประโยชน์จากการกระตุ้นเช่นกัน




