ศาลสูงสหรัฐพิจารณาภาษีนำเข้า สะเทือนตลาดโลก – ดอลลาร์อ่อน, บอนด์ยีลด์พุ่ง, หุ้นเอเชียรับอานิสงส์

4 ก.ย. 2568 - 15:16

  • ศาลสูงสหรัฐฯ ชี้ชะตาภาษีนำเข้า

  • Bond Yield พุ่ง! หนี้สหรัฐฯ กดดันตลาด

  • จับตาทองคำและสินทรัพย์ทางเลือก

ศาลสูงสหรัฐพิจารณาภาษีนำเข้า สะเทือนตลาดโลก – ดอลลาร์อ่อน, บอนด์ยีลด์พุ่ง, หุ้นเอเชียรับอานิสงส์

ตลาดทุนทั่วโลกกำลังให้ความสนใจกับคดีสำคัญของสหรัฐฯ หลังจากศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า การใช้อำนาจฝ่ายบริหารของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในการขึ้นภาษีนำเข้า ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยล่าสุดทรัมป์ได้ยื่นเรื่องให้นำเข้าสู่การพิจารณาของศาลสูงสุด (Supreme Court) เพื่อเร่งต่ออายุเครื่องมือด้านการค้า ขณะที่นักวิเคราะห์เตือนว่า ประเด็นนี้มีนัยสำคัญโดยตรงต่อทิศทาง ค่าเงินดอลลาร์–ตลาดบอนด์–หุ้นโลก

ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM Head of Investment Consultant SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์วิเคราะห์ว่า หากศาลสูงสุด ไม่รับคำอุทธรณ์ จะทำให้คำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์มีผลบังคับทันที หมายถึงการจัดเก็บภาษีนำเข้าในหลายรายการต้อง ยกเลิก และอาจต้อง คืนภาษีที่เก็บไปแล้ว สถานการณ์นี้จะช่วยปลดล็อกความไม่แน่นอนทางการค้า กระตุ้นให้ประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ เร่งออเดอร์และสต็อกสินค้า ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะเอเชียที่พึ่งพาการส่งออก เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน เวียดนาม รวมถึงไทย

ในเชิงตลาดการเงิน หากภาษีถูกยกเลิก เงินเฟ้อสหรัฐฯ จะลดแรงกดดันลง ทำให้เฟดมีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่า อย่างไรก็ตาม บอนด์ยีลด์ระยะยาว เช่น 10 ปี และ 30 ปี อาจปรับขึ้น จากความกังวลเรื่องฐานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ต้องเผชิญกับรายได้หายไป และอาจต้องคืนภาษีจำนวนมหาศาล

ส่วนตลาดหุ้น คาดว่าจะตอบรับเชิงบวก เนื่องจากมุมมองว่าสงครามการค้าอาจคลี่คลายเร็วขึ้น หากกำแพงภาษีถูกยกเลิก โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ในเอเชียซึ่งมีโอกาสฟื้นตัวแรง

แต่หากศาลสูงสุด รับคำอุทธรณ์ จะทำให้มาตรการภาษียังคงมีผลต่อเนื่องไปอีก 6–9 เดือนในระหว่างการพิจารณา และยังคงเป็น “ไม้ต่อรอง” ของสหรัฐฯ ในการเจรจาการค้า ซึ่งจะทำให้ตลาดยังเผชิญกับความผันผวนต่อไป

ทั้งนี้ แม้มีความเป็นไปได้ที่ศาลสูงสุดอาจให้โอกาสรัฐบาลสหรัฐฯ มากกว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เนื่องจากผู้พิพากษาส่วนใหญ่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมและได้รับการแต่งตั้งโดยพรรครีพับลิกัน แต่คำวินิจฉัยเดิมที่ชี้ว่ารัฐบาลใช้อำนาจเกินขอบเขต ก็ถือเป็นข้อท้าทายที่ไม่ง่ายต่อการกลับคำ

สัญญาณที่นักลงทุนต้องจับตา:

• หากศาล “ไม่รับอุทธรณ์” → ดอลลาร์อ่อน, เฟดลดดอกเบี้ยเร็ว, หุ้นโลกบวก, บอนด์ยีลด์ขึ้น

• หากศาล “รับอุทธรณ์” → ภาษียังอยู่ต่อ 6–9 เดือน, ตลาดเผชิญความไม่แน่นอน, การค้าโลกยังถูกกดดัน

Bond Yield สหรัฐพุ่งสะท้อนกังวลหนี้สาธารณะ แต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต

ชาตรี ประเมินความเคลื่อนไหวตลาดการเงินโลก หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Bond Yield) ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว สะท้อนความกังวลต่อภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูง และความไม่แน่นอนของนโยบายการคลังทั้งมองว่า Bond Yield สหรัฐพุ่งแต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต การปรับขึ้นของ Bond Yield สหรัฐอายุ 30 ปี ที่ระดับ 4.9% แม้สูงขึ้นจากช่วงก่อนหน้า แต่ยังไม่ถือว่าน่ากังวลเกินไป เมื่อเทียบกับช่วงสงครามการค้าใหม่ ๆ ที่เคยแตะระดับ 5.1% พร้อมมองว่าผลกระทบยังไม่ชัดเจน เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐยังมีความเป็นไปได้ที่จะชนะคดีภาษีในการพิจารณาของศาลสูง ซึ่งหากผลลัพธ์เป็นบวกก็อาจช่วยคลายแรงกดดันต่อตลาดการเงิน

อย่างไรก็ตาม ประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะญี่ปุ่นและยุโรป กำลังเผชิญแรงกดดันเช่นเดียวกัน โดย Bond Yield ญี่ปุ่นอายุ 10 ปี ขยับขึ้นแตะ 1.66% ขณะที่อายุ 30 ปีอยู่ในระดับสูง ซึ่งสะท้อนว่านักลงทุนเริ่มกลับมาระมัดระวังต่อปัญหาหนี้สาธารณะทั่วโลก

ภาระหนี้สูงทั่วโลก หนุนความต้องการทองคำ

“ก่อนหน้านี้ตลาดเคยมองข้ามปัญหาหนี้สาธารณะ แต่วันนี้เมื่อสหรัฐถูกจับตา นักลงทุนก็เริ่มหันมาประเมินความเสี่ยงของประเทศอื่น ๆ ที่มีภาระหนี้ต่อ GDP สูงเช่นกัน ทั้งญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐฯ เอง” ชาตรีกล่าว

ชาตรีอธิบายเพิ่มเติมว่า ความไม่มั่นใจดังกล่าว ทำให้นักลงทุนเริ่มมองหาสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำ และคริปโตเคอร์เรนซี ขณะที่ธนาคารกลางหลายประเทศเองก็ปรับลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐ และหันมาสะสมทองคำเพิ่มขึ้น

ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่า ธนาคารกลางทั่วโลกถือครองทองคำในฐานะทุนสำรองมากกว่าพันธบัตรสหรัฐเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในการบริหารสินทรัพย์สำรองระหว่างประเทศ

ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์หลักท่ามกลางความไม่แน่นอน

แนวโน้มการสะสมทองคำโดยธนาคารกลาง โดยเฉพาะจีนและรัสเซีย รวมถึงความต้องการจากนักลงทุนเอกชน ส่งผลให้ราคาทองคำทะลุระดับ 3,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทำสถิติสูงสุดใหม่ (All-time High) และมองว่าหากทองคำย่อตัวลงมาเป็นจังหวะดีเข้าสะสมเพิ่มมากกว่าขายทำกำไร เพราะมองว่าทองคำยังอยู่ในเทรนด์ขาขึ้น

ชาตรีมองว่า ทองคำกำลังกลับมาได้รับความนิยมจากทั้งฝั่งธนาคารกลางและนักลงทุนรายใหญ่ เนื่องจากมีคุณสมบัติเป็นสินทรัพย์ที่ไม่สามารถผลิตเพิ่มได้ และสามารถป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก

คำแนะนำการลงทุน

“Bond Yield และทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีทิศทางตรงข้ามกันชัดเจน เมื่อ Bond Yield ปรับขึ้นแรง นักลงทุนจะโยกเงินบางส่วนออกจากทองคำ แต่เมื่อความกังวลเรื่องหนี้และนโยบายการคลังกลับมา ความต้องการทองคำก็จะยิ่งสูงขึ้น”

ชาตรีแนะนำว่า นักลงทุนควรจัดพอร์ตการลงทุนอย่างสมดุล โดยใช้ ทองคำ เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง และติดตามทิศทาง Bond Yield ควบคู่กับนโยบายการคลังสหรัฐอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อความผันผวนของตลาดการเงินโลกในระยะต่อไป

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์