เอสซีจี ชี้ปัจจัย ‘ค่าไฟพุ่ง’ ดันธุรกิจหลังคาโซลาร์รูฟ โตแกร่ง

2 พ.ค. 2566 - 10:14

  • ‘เอสซีจี โซลาร์ รูฟ โซลูชัน’ รุกตลาดด้วย SCG Solar Expert Station คาดเติบโต 200% ในปี 66

  • ขยายให้บริการทั่วประเทศ ตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมหลังคาโซลาร์

SCG_solar_roof_Expert_Station_growth_2023_SPACEBAR_Thumbnail_03a4b8e859.jpeg
วชิระชัย คูนำวัฒนา Head of Smart System Solution Business ในธุรกิจซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี เผย ‘เอสซีจี โซลาร์ รูฟ โซลูชัน’ ในฐานะผู้นำและผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมระบบหลังคาโซลาร์ พร้อมโซลูชันครบวงจร ได้เล็งเห็นเทรนด์และแนวโน้มความนิยมด้านพลังงานสะอาด หรือพลังงานทดแทน จึงได้พัฒนานวัตกรรมหลังคาโซลาร์รูฟมาไม่น้อยกว่า 10 ปี  

โดยให้บริการติดตั้งระบบหลังคาโซลาร์แบบครบวงจร พัฒนาสินค้านวัตกรรมให้มีคุณภาพ โดยเฉพาะระบบการยึดติดแผงโซลาร์โดยไม่ต้องเจาะหลังคา เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องหลังคารั่วด้วย Solar FIX ตลอดจนพัฒนาสินค้าและบริการให้เข้ากับทุกไลฟ์สไตล์การใช้ไฟฟ้าในบ้านอย่างครอบคลุมและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด  

ทั้งนี้ เพื่อขับเคลื่อนและผลักดันให้พลังงานสะอาดสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายยิ่งขึ้น จึงจะเน้นกลยุทธ์ ‘การสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับระบบหลังคาโซลาร์แก่ผู้บริโภค’ เริ่มตั้งแต่ความจำเป็น การติดตั้ง การใช้งาน รวมถึงความคุ้มค่าระยะยาว โดยขณะนี้ถือได้ว่า คนส่วนใหญ่ยังต้องการความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง 

สำหรับการใช้พลังงานไฟฟ้านั้น ปัจจุบันพบพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าในเวลากลางวันของผู้อยู่อาศัยมากขึ้น ส่งผลให้ค่าไฟสูงขึ้นเฉลี่ย 30-50% และผู้บริโภคส่วนใหญ่หันมาใช้พลังงานทดแทนเพิ่มมากขึ้นถึง 12-15% และคาดการณ์ว่าภายในปี 2050 สัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนของโลกจะสูงขึ้นถึง 85% ซึ่งสามารถชี้วัดได้ว่า การใช้พลังงานแสงอาทิตย์มีแนวโน้มเพิ่มสูงตามลำดับ อันมาจากหลายปัจจัย อาทิ  
  • การใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว  
  • อัตราค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ผลจากภาครัฐมีมาตรการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft)  
  • เทคโนโลยีในการติดตั้งและต้นทุนวัสดุอุปกรณ์ถูกลง  
  • ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์นำระบบโซลาร์รูฟเข้ามาใช้เป็นอุปกรณ์พื้นฐาน สำหรับโครงการที่อยู่อาศัย  
  • Solar Energy Trading การซื้อขายพลังงานไฟฟ้าระหว่างครัวเรือน ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต  
SCG_solar_roof_Expert_Station_growth_2023_SPACEBAR_Photo01_cd1b2fdb5c.jpeg
ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นตัวช่วย เร่งให้พลังงานทางเลือกเพิ่มระดับความนิยมที่เข้มข้น รวมถึงผลักดันให้ตลาดโซลาร์รูฟเติบโตได้ดียิ่งขึ้น จากเทรนด์และเทคโนโลยีโซลาร์รูฟที่กำลังได้รับความนิยมในวงกว้าง โดยเฉพาะภาคครัวเรือนที่มีโอกาสเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ เอสซีจีจึงได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมหลังคาโซลาร์ เดินหน้าด้วยกลยุทธ์ SCG Solar Expert Station โมเดลธุรกิจที่ถูกพัฒนาขึ้นจาก Insight ของผู้อยู่อาศัยยุคใหม่ โดยสร้างจุดเชื่อมระหว่างลูกค้าและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านระบบหลังคาโซลาร์โดยตรง เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า สามารถติดต่อและเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องได้รวดเร็วขึ้น ทำให้การติดตั้งหลังคาโซลาร์ รูฟ เป็นไปได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น ผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ  

โดย SCG Solar Expert หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโซลาร์จะให้คำปรึกษาฟรี แนะนำขั้นตอนและระบบการทำงาน, ออกแบบระบบหลังคาโซลาร์ เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งาน พร้อมประเมินราคา โดยมีแผนขยายไปที่ SCG Home, SCG Home Experience และ SCG Authorized Dealer ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ มีสาขานำร่อง อาทิ กรุงเทพฯ และปริมณฑล ชลบุรี อุบลราชธานี เชียงใหม่ และหาดใหญ่ พร้อมขยายไปยังหัวเมืองหลักเพื่อครอบคลุมทั่วประเทศ ภายในปี 2566 

โดยในช่วงปีที่ผ่านมา ‘เอสซีจี โซลาร์ รูฟ โซลูชัน’ เติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง พร้อมรุกขยายไปยังตลาดบ้านพักอาศัยที่มีศักยภาพสูง ตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านระบบหลังคาโซลาร์ในตลาด Residential ประเทศไทย โดยคาดการณ์จากตัวเลขภายในปี 2566 จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 200% ซึ่งถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีความแตกต่างและโดดเด่นจากคู่แข่งในตลาด ผ่าน 3 จุดแข็ง คือ EXPERT เอสซีจีมีวิศวกรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Solar & Home Energy management และมีความเชี่ยวชาญด้านหลังคาซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการติดตั้งโซลาร์ โดยมีบริการตรวจสุขภาพหลังคาก่อนการติดตั้ง พร้อมนวัตกรรม Solar FIX ที่ติดตั้งหลังคาโซลาร์โดยไม่ต้องเจาะหลังคา ทำให้หลังคาไม่เสี่ยงต่อการรั่วซึม ONE STOP SERVICE การให้บริการแบบครบวงจร โดยออกแบบระบบโซลาร์ให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้ไฟของบ้านลูกค้า รวมถึงดำเนินการ ขออนุญาตกับทางภาครัฐ ทำให้การติดตั้งระบบหลังคาโซลาร์กับเอสซีจีถูกต้องตามกฎหมาย 100% และ AFTER SALES SERVICE การรับประกันตลอด 25 ปี โดยเอสซีจี 
SCG_solar_roof_Expert_Station_growth_2023_SPACEBAR_Photo02_e252fb03e3.jpeg
รู้ข้อมูลติดตั้ง Solar Rooftop 
การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) เป็นพลังงานทางเลือกเพื่อการประหยัดพลังงานสำหรับที่อยู่อาศัย โดยการนำแผงโซลาร์เซลล์ติดตั้งไว้บนหลังคาอาคาร เพื่อทำหน้าที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ใช้งานในระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในอาคาร 

Solar Rooftop แบ่งออกเป็น 3 ระบบ  
  1. ระบบออนกริด (On Grid) เป็นระบบโซลาร์เซลล์แบบต่อเข้ากับระบบสายส่งจากการไฟฟ้า การผลิตไฟฟ้าระบบนี้จะใช้แผงโซลาร์เซลล์สำหรับการกำเนิดไฟฟ้า จะแปลงไฟฟ้ากระแส (DC) ตรงเป็นไฟกระแสสลับ (AC) และจะต่อเข้ากับระบบไฟบ้าน หรือระบบที่ต่อเข้ากับระบบสายส่งจากการไฟฟ้า ระบบการใช้งานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่สมบูรณ์ในตัวเอง 
  2. ระบบออฟกริด (Off grid) การเก็บพลังงานไว้ในแบตเตอรี่ ระบบโซลาร์ เซลล์ ที่ไม่เชื่อมต่อกับการไฟฟ้า ไฟฟ้าที่ผลิตได้จะถูกเก็บในแบตเตอรี่ และนำมาใช้งานเมื่อเราเปิดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า โดยปริมาณความจุของแบตเตอรี่จะขึ้นอยู่กับปริมาณความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้า 
  3. ระบบไฮบริด (Hybrid) ในรูปแบบที่ผสมผสานระหว่าง On Grid กับ Off Grid เข้าด้วยกัน 
โดยทั้ง 3 ระบบมีต้นทุนค่าติดตั้งเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 119,000 บาท สำหรับการติดตั้งและสร้างพลังงานไฟฟ้าที่ 1.35 KW การติดตั้ง 1 เฟส บนพื้นที่ 6-9 ตร.ม. ระยะเวลาคืนทุนประมาณ 7-10 ปี ขึ้นอยู่กับขนาดของระบบ สภาพอากาศ  และพฤติกรรมการใช้ไฟ สามารถช่วยในการประหยัดค่าไฟฟ้าได้ ประมาณ 600-800 บาทต่อเดือน 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์