SMEs ส่งสัญญาณเลือกตั้ง พรรคประชาชน ดัน ‘SMEs First’

29 ม.ค. 2569 - 09:07

  • สภาเอสเอ็มอีสะท้อนปัญหาเงินรัฐจ่ายช้า กระทบสภาพคล่องธุรกิจรายย่อย

  • ดัน พ.ร.บ.สภา SMEs สร้างอำนาจต่อรอง ลดทุนผูกขาด

  • พรรคประชาชนชู ‘SMEs First’ เป็นวาระเศรษฐกิจเลือกตั้ง 2569

SMEs ส่งสัญญาณเลือกตั้ง พรรคประชาชน ดัน ‘SMEs First’

ในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง ‘เอสเอ็มอี’ ซึ่งเป็นฐานธุรกิจกว่า 99% ของประเทศ กำลังส่งสัญญาณชัดเจนไปยังสนามเลือกตั้งปี 2569 ว่า นโยบายเศรษฐกิจรอบใหม่ต้อง ‘เริ่มจากรายย่อย’ ไม่ใช่ปล่อยให้แบกรับต้นทุนระบบต่อไป

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 ‘สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม’ หรือสภาเอสเอ็มอี นำโดย สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาเอสเอ็มอี เข้าหารือกับทีมเศรษฐกิจ ‘พรรคประชาชน’ เพื่อสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผู้ประกอบการเผชิญจริง และผลักดันนโยบาย ‘SMEs First’ ให้กลายเป็นวาระหลักของการเลือกตั้งครั้งหน้า

smes-first-election2569-SPACEBAR-Photo01.jpg

เมื่อรัฐกลายเป็น ‘ลูกหนี้รายใหญ่’ ของ SMEs

โจทย์เร่งด่วนที่ถูกหยิบขึ้นมาบนโต๊ะเจรจา คือ ปัญหากระแสเงินสดจากการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งกลายเป็นคอขวดสำคัญของธุรกิจรายย่อย

สภาเอสเอ็มอีระบุว่า ในแต่ละปีรัฐมีการจัดซื้อจากเอสเอ็มอีมูลค่ามหาศาล แต่การจ่ายเงินตามระเบียบกลับล่าช้า ค้างจ่ายสะสมสูงถึงระดับหลายแสนล้านบาท เครดิตเทอมที่ควรอยู่ในกรอบ 30-45 วัน ถูกยืดเยื้อเป็นหลายเดือน ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องกู้เงิน เสียดอกเบี้ย หรือพึ่งหนี้นอกระบบโดยไม่สมัครใจ

ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้น คือ ความล่าช้าและความไม่โปร่งใสในกระบวนการ ทำให้ต้นทุนแฝงถูกบวกเข้าไปในราคาสินค้าและบริการ ส่งผลย้อนกลับให้รัฐต้องใช้งบประมาณสูงกว่าความเป็นจริง และบิดเบือนการแข่งขันในระบบ

smes-first-election2569-SPACEBAR-Photo02.jpg

ดัน ‘พ.ร.บ.สภา SMEs’ สร้างตัวแทนที่มีอำนาจจริง

สภาเอสเอ็มอีจึงเสนอให้เร่งผลักดัน พ.ร.บ.สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับสภาฯ ให้เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ทำหน้าที่เป็น ‘กระบอกเสียง’ ของผู้ประกอบการอย่างแท้จริง

สาระสำคัญคือ การมีอำนาจต่อรองเชิงนโยบายกับรัฐและทุนขนาดใหญ่ การตั้งกองทุนของสภาเพื่อคุ้มครองสิทธิและพัฒนาศักยภาพสมาชิก และการทำหน้าที่ถ่วงดุลกลไกการแข่งขันทางการค้า ที่เอสเอ็มอีมองว่ายังไม่สามารถป้องกันการผูกขาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พรรคประชาชนชู ‘SMEs First’ เป็นแกนเศรษฐกิจเลือกตั้ง

ฝั่งพรรคประชาชนขานรับข้อเสนอ พร้อมย้ำว่า หากได้จัดตั้งรัฐบาล จะเดินหน้าปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อ “คืนพื้นที่การแข่งขัน” ให้ธุรกิจรายย่อย ตั้งแต่การแก้กฎหมายแข่งขันทางการค้า ยกเลิกข้อยกเว้นที่ทำให้รัฐและรัฐวิสาหกิจอยู่เหนือกติกา ไปจนถึงการกำกับแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีอำนาจเหนือตลาด

smes-first-election2569-SPACEBAR-Photo03.jpg

ด้านภาษี พรรคเสนอขยายเพดานรายได้จดทะเบียน VAT จาก 1.8 ล้านบาท เป็น 3.6 ล้านบาท พร้อมมาตรการ SME VAT Refund คืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้รายย่อย เพื่อลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ขณะที่นโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ และการสร้าง Open Commerce Network (OCN) ถูกวางเป็นเครื่องมือกระตุ้นกำลังซื้อ และเชื่อมสินค้าไทยเข้าสู่ระบบดิจิทัล เพื่อรับมือการแข่งขันจากสินค้านำเข้าและแพลตฟอร์มต่างชาติ

นอกจากการแก้ปัญหาหนี้สินและตลาด พรรคประชาชนยังเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค 5.0 โดยการ ลดกฎระเบียบ (Regulatory Guillotine) ที่ซ้ำซ้อนให้สำเร็จภายใน 18 เดือน และสนับสนุนการจดทะเบียนแบบ One Man Company เพื่อลดอุปสรรคในการเริ่มต้นธุรกิจของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการ

การหารือครั้งนี้สะท้อนชัดว่า เอสเอ็มอีไม่ได้ต้องการเพียงมาตรการเยียวยาระยะสั้น แต่ต้องการ ‘กติกาใหม่’ ที่เป็นธรรมและยั่งยืน และกำลังใช้เวทีเลือกตั้ง 2569 เป็นพื้นที่กดดันเชิงนโยบาย

สำหรับพรรคการเมือง นี่อาจไม่ใช่แค่การเอาใจฐานเสียงธุรกิจรายย่อย แต่คือการชี้วัดวิสัยทัศน์เศรษฐกิจทั้งระบบ ว่าใครพร้อมทำให้ ‘SMEs First’ เป็นจริง ไม่ใช่แค่คำขวัญบนป้ายหาเสียง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์