สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงาน ภาวะสังคมไทยไตรมาส 2 ปี 2569 สะท้อนภาพสังคมไทยที่มีทั้งสัญญาณฟื้นตัวและความเสี่ยงที่ต้องจับตา โดยตลาดแรงงานปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังและปัญหาสุขภาพจิตลดลง แต่ในอีกด้านหนึ่ง อัตราการว่างงาน หนี้ครัวเรือนบางกลุ่ม การบริโภคแอลกอฮอล์และบุหรี่ ตลอดจนปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และข้อร้องเรียนด้านการคุ้มครองผู้บริโภค กลับมีแนวโน้มแย่ลง
รายงานครั้งนี้จึงไม่ได้สะท้อนเพียง ‘เศรษฐกิจฟื้นหรือไม่’ แต่ยังชี้ให้เห็นถึงแรงกดดันที่เกิดขึ้นกับคนไทยในหลายมิติ ตั้งแต่รายได้และการมีงานทำ ภาระหนี้ สุขภาพ ไปจนถึงความปลอดภัยและความเสี่ยงรูปแบบใหม่ในโลกดิจิทัล
จ้างงานเพิ่ม แต่ ‘ว่างงาน’ ยังต้องจับตา
ด้านแรงงาน สศช.ระบุว่า การจ้างงานปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาส 2 ปี 2569 มีผู้มีงานทำ 41.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามการขยายตัวทั้งในภาคเกษตรกรรมและนอกภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะ สาขาก่อสร้างที่ขยายตัวสูงสุด
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของการจ้างงานยังไม่ได้หมายความว่าตลาดแรงงานจะกลับมาแข็งแรงอย่างทั่วถึง เพราะ อัตราการว่างงานรวมเพิ่มขึ้นเป็น 0.95% หรือมีผู้ว่างงานราว 4.0 แสนคน ขณะที่ผู้เสมือนว่างงานเพิ่มขึ้น 8.0% และผู้ว่างงานระยะยาวเพิ่มขึ้น 11.3% สะท้อนว่าคนบางกลุ่มยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าสู่ตลาดแรงงานหรือทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ
อีกประเด็นสำคัญคือ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ครอบคลุมสถานประกอบการเกือบ 1.1 แสนแห่ง และลูกจ้างประมาณ 5.7 ล้านคน สศช.เห็นว่าควรเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องสิทธิประโยชน์แก่ลูกจ้าง พร้อมพัฒนาระบบรองรับการดำเนินงานให้พร้อมก่อนการบังคับใช้
ขณะเดียวกัน ภาคเกษตรยังมีความเสี่ยงจาก ปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งหลายพื้นที่เริ่มเผชิญภัยแล้ง และอาจลากยาวถึงครึ่งแรกของปี 2570 ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผลผลิตทางการเกษตร แต่ยังอาจกระทบรายได้และความต้องการแรงงาน ทำให้แรงงานบางส่วนต้องเคลื่อนย้ายไปทำงานในภาคเศรษฐกิจอื่น
นอกจากนี้ การลักลอบประกอบอาชีพสงวนของแรงงานข้ามชาติมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยปีงบประมาณ 2569 พบแรงงานข้ามชาติทำงานผิดกฎหมาย 3,217 ราย เกือบ 1 ใน 3 เป็นการลักลอบประกอบอาชีพสงวน เพิ่มขึ้น 19.3% จากปีก่อน
หนี้ครัวเรือนยังสูง แม้สัดส่วนต่อ GDP ลดลง
อีกโจทย์ใหญ่ของภาวะสังคมไทยคือ หนี้ครัวเรือน โดยไตรมาส 1 ปี 2569 หนี้ครัวเรือนมีมูลค่า 16.41 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
แม้ตัวเลขหนี้ยังเพิ่มขึ้น แต่เมื่อเศรษฐกิจขยายตัวเร็วขึ้น ส่งผลให้ สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงมาอยู่ที่ 85.9% ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีในภาพรวม แต่ไม่ได้หมายความว่าความเปราะบางของลูกหนี้จะหมดไป
ข้อมูลเครดิตบูโรพบว่า สินเชื่อส่วนบุคคลที่ค้างชำระเกิน 90 วัน หรือ NPLs มีมูลค่า 1.25 ล้านล้านบาท คิดเป็น 9.20% ของสินเชื่อรวม ลดลงจาก 9.59% ในไตรมาสก่อนหน้า และลดลงในทุกประเภทสินเชื่อ
ส่วน NPLs ในระบบธนาคารพาณิชย์อยู่ที่ 1.70 แสนล้านบาท หรือ 3.25% ของสินเชื่อรวม
อย่างไรก็ตาม จุดที่ต้องระวังคือ สินเชื่อที่ค้างชำระ 31-90 วัน หรือ SMLs ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะกลุ่มนี้อาจพัฒนาไปเป็นหนี้เสียในอนาคต หากลูกหนี้ไม่สามารถกลับมาชำระได้ตามปกติ
หนึ่งในความเสี่ยงที่ สศช.จับตาคือ ผู้กู้ซื้อที่อยู่อาศัยบางรายมีบัญชีสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมากกว่า 1 บัญชี โดยปี 2568 ผู้กู้ 1 คนมีบัญชีสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเปิดใหม่เฉลี่ย 1.11-1.22 บัญชี แม้ไตรมาส 1 ปี 2569 ลดลงมาอยู่ที่ 1.08 บัญชี แต่ยังสะท้อนพฤติกรรมการกู้ซื้อที่อยู่อาศัยหลายหน่วยในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ในระยะต่อไป
อีกด้านหนึ่ง ลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐยังมีปัญหาในการกลับมาชำระหนี้ โดยข้อมูลจาก SCB EIC ระบุว่า มีเพียง 15% ที่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ ขณะที่ 85% ยังคงมีปัญหา สะท้อนว่าการ “พักหนี้” หรือช่วยเหลือในช่วงวิกฤตอาจยังไม่เพียงพอ หากไม่ต่อยอดไปสู่การฟื้นฟูลูกหนี้ให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้รายบุคคล
สุขภาพโดยรวมดีขึ้น แต่โรคเรื้อรังและพฤติกรรมเสี่ยงยังเป็นโจทย์
ด้านสุขภาพ การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังลดลง 45.8% โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ขณะที่ปัญหาสุขภาพจิตก็มีแนวโน้มลดลงเช่นกัน
แต่ สศช.ยังชี้ให้เห็นโรคและภาวะสุขภาพที่ควรเตรียมรับมือ โดยเฉพาะ ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับจากการอุดกั้น หรือ OSA ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงในระยะยาว จึงควรส่งเสริมให้ประชาชนสังเกตอาการของตนเองและคนใกล้ชิด และเข้ารับการตรวจเมื่อมีความเสี่ยง
ขณะเดียวกัน โรคไขมันพอกตับที่สัมพันธ์กับภาวะเมตาบอลิซึม และ ภาวะน้ำหนักเกินในเด็ก เป็นอีกสองประเด็นที่ควรได้รับความสำคัญมากขึ้น ทั้งในเรื่องการตรวจคัดกรอง การปรับพฤติกรรมการบริโภค และการสร้างพื้นที่ให้เด็กมีกิจกรรมทางกายอย่างเพียงพอ
แอลกอฮอล์-บุหรี่เพิ่ม แม้สุขภาพบางด้านดีขึ้น
ในทางกลับกัน พฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ยังเป็นประเด็นน่าห่วง โดยเพิ่มขึ้นรวม 0.6% แบ่งเป็นการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 0.9% และบุหรี่เพิ่มขึ้น 0.1%
สิ่งที่ต้องจับตาคือปัจจัยแวดล้อมที่ทำให้เยาวชนเข้าถึงบุหรี่ได้ง่าย โดยเฉพาะการมีจุดจำหน่ายใกล้ที่พักอาศัย รวมถึงการทำการตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผ่านสื่อออนไลน์ในลักษณะที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย เช่น การจัดกิจกรรมหรือความท้าทายเพื่อแลกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วนำไปเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์
ประเด็นนี้จึงไม่ได้อยู่ที่พฤติกรรมของผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมและรูปแบบการตลาดยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงเร็ว จึงจำเป็นต้องกำกับให้ทันกับช่องทางใหม่ ๆ
ความปลอดภัยถดถอย คดีอาญา-อุบัติเหตุเพิ่ม
อีกด้านที่สะท้อนความเปราะบางของสังคมคือ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยคดีอาญาเพิ่มขึ้น 18.3% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จากการเพิ่มขึ้นของคดียาเสพติด คดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ และคดีชีวิต ร่างกาย และเพศ
ขณะเดียวกัน การรับแจ้งอุบัติเหตุทางถนนพบว่าจำนวนผู้ประสบภัยสะสมเพิ่มขึ้น 7.6% ทั้งผู้บาดเจ็บ ผู้เสียชีวิต และผู้ทุพพลภาพ
สศช.ยังเตือนถึงความเสี่ยงต่อเด็ก โดยในปี 2568 เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีเป็นกลุ่มที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศมากที่สุด คิดเป็น 78.4% ของผู้เสียหายทั้งหมด 908 ราย
นอกจากนี้ยังเกิดปัญหารูปแบบใหม่จาก การสร้างคอนเทนต์ชีวิตรันทดบนสื่อสังคมออนไลน์เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ด้วยการสร้างเรื่องราวความเดือดร้อนหรือดราม่าครอบครัวที่บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อเรียกความสงสารและสร้างรายได้ ซึ่งบางกรณีเชื่อมโยงกับเครือข่ายผลิตคอนเทนต์เชิงพาณิชย์ และอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
ผู้บริโภคร้องเรียนพุ่ง 38.6% สะท้อนความเสี่ยงสินค้าและบริการยุคใหม่
ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ถือเป็นอีกจุดที่สถานการณ์แย่ลงอย่างชัดเจน โดย จำนวนเรื่องร้องเรียนเพิ่มขึ้น 38.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
การร้องเรียนเพิ่มขึ้น ทั้งสินค้า บริการ และอสังหาริมทรัพย์ โดยข้อมูลจาก สคบ.เพิ่มขึ้น 39.7% ขณะที่เรื่องร้องเรียนกิจการโทรคมนาคมจากสำนักงาน กสทช.เพิ่มขึ้น 13.1%
หนึ่งในประเด็นที่ต้องจับตาคือ เนื้อสัตว์แปรรูปไม่ได้มาตรฐาน ทั้งการใช้ไนเทรตหรือไนไทรต์เกินกำหนด โรงงานที่ไม่ได้ต่อใบอนุญาตหรือไม่ผ่านเกณฑ์สุขลักษณะ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีเลข อย. หรือใช้เลขที่ถูกยกเลิกหรือปลอม
อีกปัญหาคือ ผลิตภัณฑ์โปรตีนสูงไม่ตรงตามฉลาก โดยบางผลิตภัณฑ์มีปริมาณโปรตีนต่ำกว่าที่ระบุ ขณะที่น้ำตาลและไขมันสูงกว่าข้อมูลบนฉลาก จึงจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบคุณภาพสินค้าและความถูกต้องของข้อมูลที่ผู้บริโภคใช้ประกอบการตัดสินใจ
ส่วน ของเล่นสกุชชี่ กลายเป็นอีกหนึ่งภัยเงียบ หลังพบสินค้าที่ไม่มีเครื่องหมายรับรองความปลอดภัยและมีสารเคมีอันตรายปนเปื้อนเกินมาตรฐาน รวมถึงสินค้าที่เลียนแบบอาหารหรือมีอุปกรณ์แหลมคม ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพและการบาดเจ็บของเด็ก
สศช.จึงแนะนำให้เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับโฆษณาและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ขณะที่ผู้บริโภคควรเลือกสินค้าที่มีฉลากภาษาไทย ระบุชื่อผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า และมีเครื่องหมาย มอก.ตามที่กฎหมายกำหนด
โลกดิจิทัลกำลังสร้าง ‘ความเสี่ยงทางสังคม’ รูปแบบใหม่
นอกจากตัวเลขด้านเศรษฐกิจและสังคม รายงานไตรมาส 2 ปี 2569 ยังหยิบยก 3 ปรากฏการณ์ที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสังคมจากเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค ได้แก่
- Online Grooming: ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในโลกเสมือน
- ละครแนวตั้ง: ความบันเทิงรูปแบบใหม่กับผลกระทบที่สังคมต้องจับตา
- และแรงงานแพลตฟอร์ม: เมื่อการคุ้มครองต้องก้าวให้ทันการจ้างงานยุคดิจิทัล
ทั้ง 3 เรื่องสะท้อนภาพเดียวกันว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลไม่ได้สร้างเพียงโอกาสทางเศรษฐกิจและรูปแบบการทำงานใหม่ แต่กำลังสร้างความเสี่ยงที่กฎเกณฑ์และกลไกคุ้มครองของรัฐต้องปรับตัวให้ทัน
พร้อมกันนี้ สศช.ยังเสนอประเด็น การรับมือกับการลงทุน Data Center ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นโจทย์ใหม่ที่เชื่อมโยงทั้งการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี พลังงาน และการพัฒนาทักษะแรงงาน
ภาพรวมภาวะสังคมไทยไตรมาส 2 ปี 2569 จึงเป็นภาพของ ‘การฟื้นตัวที่ยังไม่ทั่วถึง’ ตลาดแรงงานและตัวชี้วัดสุขภาพบางด้านมีทิศทางดีขึ้น ขณะที่หนี้บางประเภทเริ่มชะลอและสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลง แต่ความเปราะบางยังซ่อนอยู่ในกลุ่มว่างงานระยะยาว ลูกหนี้ที่ฟื้นตัวไม่ได้ ความปลอดภัยบนท้องถนน การเข้าถึงสินค้าและบริการที่มีความเสี่ยง ตลอดจนภัยรูปแบบใหม่บนโลกออนไลน์
โจทย์สำคัญหลังจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำให้เศรษฐกิจ ‘โต’ แต่คือการทำให้ผลของการเติบโต แปลงไปเป็นรายได้ ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนส่วนใหญ่ พร้อมยกระดับระบบคุ้มครองให้สามารถรับมือกับความเสี่ยงใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นเร็วกว่าเดิม





