ศึกบำนาญประกันสังคม สูตร CARE ทำไมแรงงานค้าน! รัฐบาลยืนยันไม่กระทบสิทธิ

22 ก.ค. 2569 - 10:51

  • สูตร CARE จุดชนวนความเห็นต่าง หลังแรงงานชี้ผู้ประกันตนมาตรา 33 กว่า 12 ล้านคนอาจเสียประโยชน์

  • รัฐบาลยืนยันสูตรใหม่เพิ่มความเป็นธรรม สอดคล้องมาตรฐาน OECD และไม่กระทบสิทธิอย่างที่กังวล

  • ศึกครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องสูตรคำนวณ แต่เป็นบททดสอบความเชื่อมั่นต่อระบบประกันสังคมไทย

ศึกบำนาญประกันสังคม สูตร CARE ทำไมแรงงานค้าน! รัฐบาลยืนยันไม่กระทบสิทธิ

จากการปฏิรูป สู่ ‘ศึกบำนาญไทย’ หรือไม่?

เมื่อรัฐบาลประกาศเดินหน้าปฏิรูประบบบำนาญประกันสังคม ด้วยการเปลี่ยนสูตรคำนวณเงินบำนาญจาก FAE (Final Average Earnings) ไปสู่ CARE (Career Average Revalued Earnings) เป้าหมายคือทำให้ระบบมีความเป็นธรรมมากขึ้น และสามารถรองรับภาระของสังคมสูงวัยในอนาคต

แต่สิ่งที่รัฐบาลมองว่าเป็น ‘การปฏิรูป’ นี้ กลับถูกเครือข่ายแรงงานจำนวนไม่น้อยมองว่าเป็น ‘การลดสิทธิ’ จึงเกิดเป็นข้อถกเถียงครั้งใหญ่ของระบบประกันสังคมไทย ระหว่าง ความยั่งยืนของกองทุน กับ สิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตน

นี่คือเหตุผลที่ทำให้ประเด็น CARE ไม่ได้เป็นเพียงสูตรคำนวณบำนาญใหม่ หากเป็นบททดสอบสำคัญของการปฏิรูประบบประกันสังคมไทย เพราะแม้รัฐบาลจะยืนยันว่าเป็นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นกับผู้ประกันตนมาตรา 39 และทำให้ระบบมีความเป็นธรรมมากขึ้น แต่การยอมรับว่าผู้ประกันตนบางกลุ่มอาจได้รับสิทธิประโยชน์ลดลงเล็กน้อย ซึ่งกลุ่มที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่มีจำนวนกว่าหลายล้านคน จนเกิดคำถามตามมาว่า การสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกันตนกลุ่มหนึ่ง จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกันตนอีกกลุ่มหนึ่งหรือไม่ กลายเป็นข้อกังวลและลุกขึ้นคัดค้าน พร้อมเกิดคำถามสำคัญด้วยว่า การปฏิรูปครั้งนี้จะสร้างความเป็นธรรมให้ทุกฝ่ายได้จริงหรือไม่?

จุดปะทะของ ‘ศึกบำนาญ’

หลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการปรับสูตรบำนาญเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ความเคลื่อนไหวของภาคแรงงานก็เกิดขึ้นทันที ซึ่งเมื่อ 21 กรกฎาคม 2569 เครือข่ายแรงงาน นำโดย สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือถึงรัฐบาล ขอให้ทบทวนมติดังกล่าว ซึ่งการยื่นหนังสือครั้งนี้ มี จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นผู้รับหนังสือ

สาวิทย์ แก้วหวาน ประธาน สสรท. ชี้ถึงข้อกังวลสำคัญคือ แม้รัฐบาลจะระบุว่าสูตร CARE ช่วยเพิ่มสิทธิให้ผู้ประกันตนมาตรา 39 ราว 1.6 ล้านคน แต่แรงงานเชื่อว่าผู้ประกันตนมาตรา 33 มากกว่า 12 ล้านคน อาจได้รับผลกระทบในทางกลับกัน

สสรท. ระบุว่า เคยยื่นข้อเสนอหลายครั้งก่อนเรื่องเข้าสู่ ครม. แต่ข้อท้วงติงไม่ได้รับการนำไปพิจารณา พร้อมเรียกร้องให้ชะลอการบังคับใช้ และเปิดวงหารือกับผู้แทนแรงงานอีกครั้ง

สำหรับเครือข่ายแรงงาน ปัญหาไม่ได้อยู่เพียง ‘วิธีคิด’ หากอยู่ที่ ‘จำนวนเงินบำนาญ’ ที่ผู้ประกันตนอาจได้รับหลังเกษียณ

ฝ่ายรัฐบาลยืนยัน “CARE ไม่ได้ทำให้สิทธิลดลง”

ด้าน จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ระบุว่า รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อมูลเพิ่มเติม และจะนำข้อเรียกร้องเสนอต่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี หากพบข้อมูลใหม่ที่มีนัยสำคัญ

รัฐมนตรีแรงงาน ยืนยันว่า สูตร CARE ไม่ได้ทำให้ผู้ประกันตนเสียประโยชน์อย่างที่หลายฝ่ายกังวล เพราะระบบใหม่เปลี่ยนวิธีคิดจากการเฉลี่ยเป็น ‘รายเดือน’ พร้อมปรับฐานค่าจ้างในอดีตให้เป็นมูลค่าปัจจุบัน (Revalued Earnings) ซึ่งมีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำของผู้ที่ทำงานมาทั้งชีวิต อย่างไรก็ตาม อำนาจในการชะลอหรือทบทวนมติดังกล่าว อยู่ที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี

จุดที่ทั้งสองฝ่าย ‘เห็นต่าง’

แม้จะพูดถึงสูตรเดียวกัน แต่ทั้งรัฐบาลและเครือข่ายแรงงานกำลังมองคนละมุม

โดย ฝ่ายรัฐบาล เชื่อว่า CARE ทำให้ระบบเป็นธรรมมากขึ้น รัฐบาลอธิบายว่า สูตรเดิม FAE ใช้ฐานเงินเดือนช่วงท้ายของการทำงาน ทำให้ผู้ที่ได้รับการปรับเงินเดือนสูงในช่วงก่อนเกษียณได้รับบำนาญมากกว่าผู้ที่ส่งเงินสมทบมาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

CARE จึงเปลี่ยนมาคิดจากรายได้ตลอดอายุการทำงาน โดยปรับค่าจ้างในอดีตให้สะท้อนมูลค่าปัจจุบัน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้ระบบมีเสถียรภาพในระยะยาว แนวคิดลักษณะนี้ถูกใช้ในหลายประเทศสมาชิก OECD เพราะสะท้อนการจ่ายเงินสมทบตลอดช่วงการทำงาน มากกว่าการอิงรายได้ช่วงสุดท้ายก่อนเกษียณ

ฝ่ายแรงงาน มองว่าสูตรใหม่อาจทำให้ ‘บำนาญลดลง’

ในมุมของเครือข่ายแรงงาน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักการเพียงอย่างเดียว แต่คือ ‘ผลลัพธ์’ … หากผู้ประกันตนส่วนใหญ่เริ่มต้นทำงานด้วยค่าจ้างต่ำ แม้จะมีการปรับฐานเงินเดือนย้อนหลัง แต่การนำรายได้ทั้งชีวิตมาคำนวณ ก็อาจทำให้ค่าเฉลี่ยต่ำกว่าการใช้เงินเดือนช่วงท้ายของอาชีพ ส่งผลให้บำนาญลดลงเมื่อเทียบกับสูตรเดิม

อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกคือ ความซับซ้อนของสูตรใหม่ ซึ่งทำให้ผู้ประกันตนจำนวนมากไม่สามารถคำนวณสิทธิของตนเองได้อย่างชัดเจน จนนำไปสู่ข้อเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลจำลองผลกระทบต่อผู้ประกันตนแต่ละกลุ่มอย่างโปร่งใส

ศึกครั้งนี้ ไม่ได้มีแค่ ‘สูตร CARE’

หากมองให้ลึกกว่าการถกเถียงเรื่องสูตรคำนวณ จะพบว่าศึกครั้งนี้สะท้อนโจทย์สำคัญของระบบประกันสังคมไทย โดยฝ่ายหนึ่งต้องการให้กองทุนมีความมั่นคง รองรับสังคมผู้สูงอายุที่กำลังมาถึง

ขณะที่อีกฝ่าย ต้องการให้ผู้ประกันตนมั่นใจว่า เงินสมทบที่ส่งมาตลอดชีวิต จะเปลี่ยนเป็นหลักประกันที่เพียงพอในวัยเกษียณ นั่นทำให้ข้อพิพาทครั้งนี้ กลายเป็นการปะทะกันของสองแนวคิด คือ
• ความยั่งยืนของระบบ
• ความมั่นคงของผู้ประกันตน

และทั้งสองเป้าหมาย ล้วนมีความสำคัญไม่แพ้กัน

ปมใหญ่ไม่ใช่ ‘สูตร’ แต่คือ ‘ความเชื่อมั่น’

แม้รัฐบาลจะยืนยันว่าผู้ประกันตนจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่สิ่งที่กำลังถูกตั้งคำถามมากที่สุด อาจไม่ใช่สูตร CARE หากเป็น "ความเชื่อมั่น" ต่อระบบประกันสังคม

ก่อนหน้านี้ ศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร หรือ ทีดีอาร์ไอ (TDRI) เคยเสนอมาโดยตลอดว่า การปฏิรูประบบบำนาญควรเปิดเผยข้อมูลผลกระทบต่อผู้ประกันตนอย่างละเอียด เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกันและสร้างความเชื่อมั่นต่อการเปลี่ยนแปลง

ดังนั้น ก่อนการบังคับใช้สูตรใหม่ ภาครัฐควรเปิดเผยข้อมูลเชิงประจักษ์ เช่น การเปรียบเทียบผลลัพธ์ระหว่างสูตรเดิมกับสูตรใหม่ในหลายรูปแบบของผู้ประกันตน เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นภาพเดียวกัน ลดข้อกังวล และสร้างความไว้วางใจต่อการปฏิรูป

ศึกบำนาญไทย...ยังไม่ถึงบทสรุป

แม้มติคณะรัฐมนตรีจะผ่านไปแล้ว แต่ข้อถกเถียงยังไม่จบ... โดยเครือข่ายแรงงานประกาศว่า หากไม่มีการทบทวนมติ จะนัดชุมนุมผู้ประกันตนมาตรา 33 อีกครั้งในวันที่ 4 สิงหาคม เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนแนวทางดังกล่าว

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า สูตร CARE ดีหรือไม่? แต่คือ รัฐบาลจะทำอย่างไรให้การปฏิรูประบบบำนาญครั้งนี้ เป็นทั้ง ‘ระบบที่ยั่งยืน’ และ “ระบบที่ผู้ประกันตนเชื่อมั่น” พร้อมกันได้อย่างไร

เพราะท้ายที่สุดแล้ว เงินบำนาญไม่ใช่เพียงตัวเลขในสูตรคำนวณ หากคือหลักประกันชีวิตของคนทำงานหลายสิบล้านคนในวันที่พวกเขา ‘หมดแรงทำงาน’

และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ ศึกบำนาญประกันสังคม ครั้งนี้ มีความหมายมากกว่าการถกเถียงเรื่องสูตรคำนวณ หากแต่เป็นการตัดสินใจต่ออนาคตของระบบหลักประกันทางสังคมทั้งระบบ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์