จากภารกิจรักษ์โลก...สู่กลยุทธ์เอาตัวรอด
ทศวรรษที่ผ่านมา คำว่า Net Zero หรือเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ถูกนำเสนอในฐานะเป้าหมายสำคัญของโลกในการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ท่ามกลางความท้าทายรอบด้านที่ต้องเผชิญ ทั้งจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง ความไม่แน่นอนทางการเมือง และกระแสต่อต้านนโยบายสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นในหลายประเทศ จนคนส่วนใหญ่คิดว่า Net Zero แทบจะไม่เกิดขึ้นจริง หรือเวลาที่นานาประเทศขีดไว้อาจถูกเลื่อนให้ไกลออกไป
แต่ล่าสุดรายงานวิจัยระดับโลก Business Insights 2026: G7 Net Zero Temperature Check ที่เผยแพร่โดยสถาบันมาตรฐานแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (British Standards Institution: BSI) สะท้อนภาพที่น่าสนใจว่าธุรกิจส่วนใหญ่ในกลุ่ม G7 (กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ: Group of Seven) ไม่ได้กำลังถอยห่างจากเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญ
สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “เหตุผล” ที่พวกเขาใช้ในการขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว
ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์ใหม่ที่เรียกว่า Climate Coding หรือการปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสารเรื่องความยั่งยืนให้กลายเป็นเรื่อง Business Resilience หรือความยืดหยุ่นทางธุรกิจ เพื่อรับมือกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม แทนที่จะพูดเรื่องการช่วยโลกหรือการลดภาวะโลกร้อน ธุรกิจเริ่มเชื่อมโยง Net Zero เข้ากับเรื่องการบริหารความเสี่ยง ความมั่นคงทางพลังงาน ความต่อเนื่องทางธุรกิจ และการสร้างภูมิคุ้มกันให้ห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น
ขณะที่ในประเทศไทย ภาคธุรกิจกำลังเร่งปรับตัวเพื่อรองรับร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ. ลดโลกร้อน) ที่คาดว่าน่าจะมีผลบังคับใช้ในปีหน้า

ธุรกิจไม่ได้กลัวต้นทุนการเปลี่ยนผ่าน แต่กลัวต้นทุนของการไม่เปลี่ยน
“74% ของผู้นำธุรกิจ G7 เชื่อว่าความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากการ “ไม่เปลี่ยนผ่าน” สูงกว่าความเสี่ยงจากการลงทุนสู่ Net Zero ขณะที่ 75% เห็นว่าต้นทุนในการเปลี่ยนผ่านจะคุ้มค่ากับผลประโยชน์ระยะยาว และ 78% เชื่อว่าเศรษฐกิจสามารถเติบโตควบคู่ไปกับการลดการปล่อยคาร์บอนได้”
— รายงาน ระบุ
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสำคัญในโลกธุรกิจ จากเดิมที่ ESG และ Net Zero ถูกมองเป็น “ภาระต้นทุน” กำลังกลายเป็น “เครื่องมือบริหารความเสี่ยง” ในยุคที่ภัยพิบัติจากสภาพอากาศรุนแรงขึ้นทุกปี
เมื่อคลื่นความร้อน น้ำท่วม ภัยแล้ง หรือความขัดแย้งด้านพลังงาน สามารถหยุดสายการผลิตได้ทันที ความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศจึงกลายเป็นประเด็นทางเศรษฐกิจโดยตรง ไม่ใช่เพียงประเด็นสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป
โลกธุรกิจกำลังเผชิญช่องว่างระหว่าง “ความตั้งใจ” และ “การลงมือทำ”
แม้ผลสำรวจจะพบว่า 83% ของผู้นำธุรกิจ G7 ยังคงมุ่งมั่นต่อเป้าหมาย Net Zero แต่ในอีกด้านหนึ่ง ธุรกิจจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญความท้าทายในการนำเป้าหมายไปสู่การปฏิบัติจริง
มีเพียง 55% เท่านั้นที่เชื่อว่าตนเองจะสามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้สำเร็จ ขณะที่หลายองค์กรยอมรับว่ากำลังปรับแผนหรือทบทวนเป้าหมายใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและการเมืองที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ที่สำคัญ มีเพียงประมาณหนึ่งในห้าขององค์กรที่ลงทุนด้านการปรับตัวต่อความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง แม้ 81% จะยอมรับว่าความเสี่ยงดังกล่าวกำลังคุกคามธุรกิจในอนาคตก็ตาม
นี่คือภาพสะท้อนของปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก ในขณะที่หลายองค์กรเข้าใจความเสี่ยง แต่ยังขาดเงินทุน ความรู้ บุคลากร และกรอบมาตรฐานที่ชัดเจนสำหรับการเปลี่ยนผ่าน

ความไม่แน่นอนทางการเมือง กำลังกลายเป็นอุปสรรคใหม่
รายงานยังชี้ให้เห็นว่า ความท้าทายสำคัญไม่ได้มาจากวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศ แต่เป็นความไม่แน่นอนทางนโยบาย
76% ของผู้นำธุรกิจระบุว่า ความไม่ชัดเจนของนโยบาย Net Zero ทำให้ตัดสินใจลงทุนได้ยากขึ้น 83% ต้องการเห็นรัฐบาลเข้ามาสนับสนุนภาคธุรกิจ มากกว่าการสร้างความขัดแย้งทางการเมืองเกี่ยวกับประเด็นสภาพภูมิอากาศ
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในหลายประเทศ ตั้งแต่สหรัฐฯ ยุโรป ไปจนถึงสหราชอาณาจักร ซึ่งผลสำรวจในช่วงก่อนหน้าพบว่าความเชื่อมั่นต่อการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ลดลงจากแรงกดดันด้านเศรษฐกิจและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า Net Zero จะกลับมาเป็นวาระสำคัญทางการเมืองอีกครั้งภายในทศวรรษหน้า และยังคงเดินหน้าลดการปล่อยคาร์บอนต่อไป แม้สภาพการเมืองจะเปลี่ยนแปลงก็ตาม
บทเรียนที่ประเทศไทยควรจับตา
สำหรับประเทศไทย ผลสำรวจนี้อาจมีนัยสำคัญมากกว่าที่คิด เนื่องจากปัจจุบันบริษัทไทยจำนวนมากยังมองเรื่อง Net Zero ผ่านมิติของ ESG การเปิดเผยข้อมูล หรือข้อกำหนดจากนักลงทุนต่างชาติ
ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นใน G7 กำลังส่งสัญญาณใหม่ว่า ในอนาคต Net Zero จะไม่ใช่เพียงเรื่องของภาพลักษณ์องค์กรอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของความสามารถในการแข่งขัน
โดยเฉพาะในโลกที่ “มาตรการด้านคาร์บอน” กำลังเข้มข้นขึ้น ห่วงโซ่อุปทานโลกต้องการข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่โปร่งใส และภัยพิบัติทางสภาพอากาศกำลังส่งผลต่อภาคการผลิต การเกษตร และการท่องเที่ยวโดยตรง
บทสรุป
รายงาน G7 Net Zero Temperature Check 2026 สะท้อนว่าโลกธุรกิจไม่ได้กำลังถอยห่างจาก Net Zero ตามที่หลายฝ่ายกังวล แต่กำลังปรับวิธีคิดใหม่ให้สอดคล้องกับยุคแห่งความไม่แน่นอน
จากเดิมที่ Net Zero ถูกมองเป็นภารกิจด้านสิ่งแวดล้อม วันนี้มันกำลังกลายเป็นยุทธศาสตร์ด้านความยืดหยุ่น ความมั่นคงทางธุรกิจ และความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
และในโลกที่ต้นทุนของการไม่ลงมือทำอาจสูงกว่าต้นทุนของการเปลี่ยนผ่าน นี่อาจเป็นสัญญาณสำคัญที่สุดที่ภาคธุรกิจไทยควรรับฟังจาก G7 ในปี 2026 นี้




