เงินเฟ้ออังกฤษมิถุนายนร่วงสู่ 2.6% หนุนนโยบายค่าครองชีพของ เบิร์นแฮม
สำนักงานสถิติแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (ONS) รายงานเมื่อวันพุธว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมิถุนายนขยายตัว 2.6% เมื่อเทียบรายปี ลดลงจาก 2.8% ในเดือนพฤษภาคม และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ที่ 2.7% โดยปัจจัยสำคัญมาจากราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลที่ปรับตัวลดลง หลังสหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว
สัญญาณบวกในสัปดาห์แรกของรัฐบาลเบิร์นแฮม
ตัวเลขดังกล่าวมาในจังหวะที่เอื้อต่อ แอนดี เบิร์นแฮม ซึ่งเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันจันทร์ โดยในสัปดาห์แรก รัฐบาลได้ประกาศยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) บนค่าไฟฟ้าครัวเรือนตั้งแต่เดือนตุลาคม ซึ่งคาดว่าจะมีต้นทุนต่องบประมาณราว 850 ล้านปอนด์ต่อปี พร้อมทั้งกำหนดเพดานค่าโดยสารรถบัสเที่ยวเดียวที่ 2 ปอนด์ (ราว 90 บาท)
จอห์น ฮีลีย์ รัฐมนตรีคลังคนใหม่ กล่าวว่า "เงินเฟ้อที่ลดลงคือข่าวดีที่ทุกครัวเรือนอยากได้ยิน แต่ยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกมากเพื่อให้ประชาชนหายใจได้คล่องขึ้น"
นักเศรษฐศาสตร์เตือนเงินเฟ้ออาจพุ่งอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าการลดลงของเงินเฟ้อครั้งนี้อาจไม่ยั่งยืน เนื่องจากการสู้รบที่กลับมาปะทุขึ้นใหม่ในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในเดือนนี้ ทำให้ข้อตกลงสันติภาพเบื้องต้นล้มเหลว และราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง
พอล เดลส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ด้านสหราชอาณาจักรจาก Capital Economics คาดการณ์ว่าเงินเฟ้ออาจขยับเกิน 3.0% ในเดือนกันยายน และแตะระดับ 3.5% ในช่วงต้นปีหน้า ขณะที่ แมทธิว ไรอัน หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การตลาดของ Ebury ระบุว่า ความตึงเครียดที่ยังคุกรุ่นระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะส่งผลให้มาตรการบรรเทาค่าครองชีพของรัฐบาลเบิร์นแฮมมีประสิทธิภาพจำกัด
ทิศทางนโยบายระยะยาวของเบิร์นแฮม
นายกฯ เบิร์นแฮมยืนยันจะรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัดต่อเนื่องจากยุคของ เคียร์ สตาร์เมอร์ โดยตั้งเป้าให้รายรับภาษีเพียงพอต่อการใช้จ่ายประจำของรัฐ ขณะที่วิสัยทัศน์ระยะยาวของเขาคือการฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมและเร่งสร้างที่อยู่อาศัยสาธารณะขนานใหญ่





