กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “Unlocking Investment Opportunities in Emerging Markets to Create Jobs” ภายในการประชุมประจำปี IMF-World Bank Annual Meetings โดยมี คุณอาเจย์ บังกา (Ajay Banga) ประธานกลุ่มธนาคารโลก พร้อมด้วย คุณชริติ วาเดรา (Shriti Vadera) ประธาน Private Sector Investment Lab และ คุณเชมารา วิกรมนายเก (Shemara Wikramanayake) ซีอีโอ Macquarie Group ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชนเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและแก้โจทย์การสร้างงานรองรับคนรุ่นใหม่
วิกฤตประชากรและเป้าหมายการสร้างงาน
'อาเจย์ บังกา' ประธานกลุ่มธนาคารโลก เปิดฉากสะท้อนภาพใหญ่ของความท้าทายระดับโลก โดยชี้ว่าเป้าหมายหลักของการมุ่งเน้นเรื่องการสร้างงาน คือการมองภาพรวมที่กว้างกว่าปัญหาเฉพาะหน้า แม้ว่าการสร้างสะพาน โรงเรียน หรือการดูแลสุขภาพและความเท่าเทียมทางเพศจะเป็นสิ่งจำเป็น แต่สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักว่า "ความแตกแยกไม่ใช่ทางออกที่ดี"
บังการะบุถึงความท้าทายสำคัญว่า ในอีก 12 ถึง 15 ปีข้างหน้า จะมีเยาวชนในประเทศกำลังพัฒนาเติบโตมีอายุครบ 18 ปี ถึง 1,200 ล้านคน แต่การคาดการณ์ในปัจจุบันระบุว่าประเทศเหล่านี้จะสามารถสร้างงานรองรับได้เพียง 400 ล้านตำแหน่งเท่านั้น ซึ่งถือเป็นช่องว่างที่ห่างกันมาก หากสามารถแก้โจทย์นี้ได้ จะกลายเป็นตัวขับเคลื่อนความเจริญรุ่งเรืองไปอีก 40 ปี แต่หากล้มเหลว อาจกลายเป็นชนวนความไม่สงบจากความไม่พอใจในอนาคตของคนรุ่นใหม่
ธนาคารโลกจึงต้องขับเคลื่อนผ่านแนวคิด 3 เสาหลักในการระดมทุน
1. งบประมาณภาครัฐ ผ่านธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคี (MDBs) ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันทั่วโลก
2. เงินทุนจากการกุศล (Philanthropy) ที่เข้ามามีบทบาทร่วมมือกันอย่างแข็งขันผ่านการจัดตั้งศูนย์รวมการกุศล (Philanthropy hub)
3. เงินทุนภาคเอกชน (Private Capital) ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่สุด ทั้งบริษัทท้องถิ่น ภูมิภาค ระดับโลก รวมถึงกองทุนบำเหน็จบำนาญและผู้จัดการสินทรัพย์ที่มีเม็ดเงินมหาศาล

ผลงานที่เป็นรูปธรรมและการเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมองค์กร
ด้าน 'ชริติ วาเดรา' ประธาน Private Sector Investment Lab เสริมว่า สิ่งสำคัญที่ Lab มุ่งเน้นคือการปฏิบัติจริงและสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม (Action and Deliverables) มากกว่าการจัดทำรายงาน โดยสามารถสะท้อนความสำเร็จและการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญได้ดังนี้:
- การระดมทุนที่เติบโต: นับตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา ธนาคารโลกสามารถระดมทุนภาคเอกชนได้เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า หรือคิดเป็น 112,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร (Culture Change): เป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจากการมองว่าธนาคารโลกจะปล่อยกู้ได้เท่าไร สู่การมองว่าประเทศต่างๆ สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้ามารองรับการเติบโตและสร้างงานได้มากแค่ไหน
- แพลตฟอร์มการค้ำประกันแบบรวมศูนย์ (Unified Guarantee Platform): ช่วยลดความซับซ้อนและย่นระยะเวลารอคอยของภาคเอกชนในการเข้ามาลงทุน
5 เสาหลักในการปลดล็อกเม็ดเงินลงทุนเอกชน
อาเจย์ บังกา ได้สรุป 5 ปัจจัยสำคัญที่ได้รับการพิสูจน์ผ่านการทำงานร่วมกับ Lab เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชน ได้แก่:
- ความแน่นอนของกฎระเบียบ (Regulatory Certainty): กฎหมายและกระบวนการอนุมัติใบอนุญาตต้องมีความชัดเจนและคาดการณ์ได้ เพื่อลดอุปสรรคในการทำธุรกิจ ซึ่งในปีที่ผ่านมา 25-26% ของงบการเงินธนาคารโลกถูกนำไปช่วยประเทศต่างๆ ปรับปรุงกฎระเบียบและธรรมาภิบาล
- ประกันความเสี่ยง (Risk Insurance): การพัฒนาแพลตฟอร์มการค้ำประกันที่เติบโตขึ้นถึง 4 เท่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
- การจัดหาเงินทุนในสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency Financing): เพื่อลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนระยะยาวให้กับนักลงทุน เช่น การทำสัญญาแลกเปลี่ยนเงินตรา (Swaps) ร่วมกับธนาคารท้องถิ่น
- ทุนสำรองความเสี่ยงระยะแรก (Junior Equity / First-Loss Capital): การจัดตั้งกองทุน Frontier Opportunities Fund เพื่อช่วยรับความเสี่ยงแทนนักลงทุนเอกชนรายอื่น
- การสร้างสินทรัพย์ลงทุนในตลาดเกิดใหม่ (Asset Class Creation): การผลักดันให้กองทุนบำเหน็จบำนาญ บริษัทประกันภัย และผู้จัดการสินทรัพย์มองเห็นโอกาสลงทุนในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเป็นงานสำคัญที่กำลังเร่งดำเนินการเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ในวงกว้าง
เสียงสะท้อนจากภาคเอกชน: ก้าวต่อไปสู่การลงทุนที่ยั่งยืน
'เชมารา วิกรมนายเก' ซีอีโอ Macquarie Group ระบุว่า แม้ภาครัฐและสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา (DFIs) จะมีบทบาทสำคัญ แต่เม็ดเงินระดับล้านล้านดอลลาร์จากภาคเอกชนคือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนทางออกของปัญหา อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องคำนึงถึงผลตอบแทนและความเสี่ยง โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของการลงทุนในอินเดีย เช่น โครงการลีสซิ่งยานยนต์ไฟฟ้า (EV) สำหรับรถบรรทุกหนัก ซึ่งร่วมมือกับกองทุนภูมิอากาศสีเขียวในการสนับสนุนเงินทุนระดับเริ่มต้นเพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากตลาดเข้ามาสมทบ
ในช่วงท้ายของการเสวนา ทั้งสามท่านได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างมาตรฐานข้อสัญญาของโครงการร่วมกัน (Standardisation) การขยายผลโครงการนำร่อง และการให้ความสำคัญกับกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) รวมถึงประเทศที่มีรายได้น้อยและเปราะบาง เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนกระจายตัวไปสร้างโอกาสและงานอย่างทั่วถึงทั่วโลก






