จากแปลงปลูกสู่ตลาดอุตสาหกรรม ถอดบทเรียน ‘ยิ่งไพศาลการเกษตร’ ยกระดับ SME เชื่อมรายได้เกษตรกร
การเติบโตของธุรกิจเกษตรขึ้นอยู่กับความสามารถในการควบคุมคุณภาพ วางแผนการผลิต และส่งมอบสินค้าให้ทันความต้องการของตลาด กรณีของ ‘ยิ่งไพศาลการเกษตร’ ผู้ประกอบการจากลำพูน สะท้อนการปรับตัวของ SME ผ่านความร่วมมือกับ CPF ตั้งแต่การใช้เครื่องจักร ไปจนถึงการพัฒนาแปลงปลูกและสร้างตลาดรองรับผลผลิต
สินค้าเกษตรที่เข้าสู่ธุรกิจอาหารต้องตอบโจทย์มากกว่าความสดและราคา ผู้ซื้อต้องการวัตถุดิบที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ ได้มาตรฐาน และส่งมอบได้ตามกำหนด ขณะที่ฝั่งเกษตรกรต้องวางแผนเพาะปลูกท่ามกลางความไม่แน่นอนของผลผลิตและราคาตลาด

ผู้ประกอบการที่เชื่อมระหว่างแปลงปลูกกับโรงงานอาหารจึงมีบทบาทสำคัญ ทั้งในการแปลงความต้องการของตลาดให้เป็นแผนการผลิต และนำความรู้กลับไปพัฒนาคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง หากบริหารจัดการได้ดี โอกาสทางธุรกิจก็สามารถส่งต่อไปถึงเกษตรกรในเครือข่ายได้ด้วย
บริษัทยิ่งไพศาลการเกษตร จำกัด จากจังหวัดลำพูน เป็นหนึ่งใน SME ที่ปรับตัวตามแนวทางนี้ จากพื้นฐานธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรที่ดำเนินกิจการมากว่า 17 ปี ครอบคลุมกระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ และผักสด สู่การพัฒนากระบวนการผลิตและทำงานร่วมกับเกษตรกรอย่างเป็นระบบมากขึ้น
ไพศาล สมศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัทยิ่งไพศาลการเกษตร จำกัด กล่าวว่า จุดตั้งต้นของการพัฒนาธุรกิจมาจากความต้องการต่อยอดผลผลิตที่เกษตรกรภาคเหนือมีอยู่แล้ว ให้มีคุณภาพ ขายได้ดีขึ้น และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ที่มั่นคง
“สินค้าเกษตรภาคเหนือเป็นผลผลิตที่เราคุ้นเคย ทั้งกระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ และผักสด เราจึงอยากต่อยอดสิ่งที่เกษตรกรในพื้นที่มีอยู่แล้ว ให้ขายได้ดีขึ้น มีคุณภาพมากขึ้น และสร้างโอกาสในการมีรายได้ที่มั่นคงกว่าเดิม”

จากความคุ้นเคยกับสินค้าและความเข้าใจพื้นที่ บริษัทจึงขยายบทบาทไปถึงการวางแผนเพาะปลูก ส่งเสริมกระบวนการผลิต ควบคุมคุณภาพ และจัดส่งสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ทั้งด้านปริมาณและเวลา
พัฒนาคู่ค้า เชื่อมความรู้สู่การปรับธุรกิจ
ยิ่งไพศาลการเกษตรเป็นคู่ค้ากับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF มากว่า 10 ปี ก่อนเข้าร่วมโครงการ Partner to Grow ซึ่ง CPF ริเริ่มขึ้นเมื่อราว 4 ปีก่อน เพื่อเสริมศักยภาพ SME และคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน
สำหรับไพศาล การเข้าร่วมโครงการเป็นโอกาสให้กลับมาทบทวนวิธีดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่ข้อจำกัดในกระบวนการผลิต การบริหารคำสั่งซื้อ ไปจนถึงแนวทางลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ โดยมีทีมงาน CPF ร่วมให้คำแนะนำและวางแผนพัฒนา

“ถ้าเราทำแบบเดิม ผลลัพธ์ก็ออกมาเหมือนเดิม แต่ทุกวันนี้ธุรกิจก็เปลี่ยนเร็วขึ้น เราก็ต้องปรับตัวให้ทัน ยิ่งได้มาจับมือเป็นคู่ค้ากับ CPF ก็ทำให้เราได้ลองเปลี่ยนแปลงมากขึ้น และเห็นแนวทางที่จะพัฒนาธุรกิจของเรา”
ความร่วมมือลักษณะนี้ช่วยให้ SME มองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างมาตรฐานที่ลูกค้าต้องการกับกระบวนการทำงานของตนเองได้ชัดขึ้น และนำไปสู่การปรับปรุงที่ตรงกับข้อจำกัดของธุรกิจ
ใช้เครื่องจักรแก้ข้อจำกัดการผลิต
เดิมกระบวนการผลิตบางขั้นตอนของยิ่งไพศาลการเกษตรใช้แรงงานจำนวนมาก เมื่อมีคำสั่งซื้อเร่งด่วนหรือพนักงานลางาน จึงอาจกระทบความต่อเนื่องในการผลิตและการจัดส่งสินค้า
บริษัทได้รับคำแนะนำจากทีมจัดซื้อและทีมวิศวกรรมของ CPF ในการนำเครื่องจักรเข้ามาช่วย เช่น เครื่องปอกหอม เครื่องล้างผัก และเครื่องคัดหรือปอกกระเทียม เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการทำงานและควบคุมกระบวนการผลิตได้ดีขึ้น

ไพศาลระบุว่า สิ่งที่ได้รับจากความร่วมมือครอบคลุมทั้งคำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนการทำงาน มาตรฐาน และการเลือกใช้นวัตกรรมให้เหมาะกับธุรกิจ ทำให้บริษัทกล้าปรับเปลี่ยนกระบวนการที่เคยทำมา
ผลที่เกิดขึ้นตามคำบอกเล่าของผู้บริหาร คือบริษัทสามารถควบคุมคุณภาพและเวลาการผลิตได้ดีขึ้น รวมถึงตอบสนองต่อคำสั่งซื้อเร่งด่วนได้รวดเร็วกว่าเดิม
ในทางธุรกิจ ความสามารถดังกล่าวมีความสำคัญต่อการเป็นผู้ส่งมอบวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรมอาหาร เพราะความแน่นอนของคุณภาพ ปริมาณ และกำหนดส่ง เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ลูกค้าวางแผนการผลิตต่อได้ การลงทุนในเครื่องจักรจึงเชื่อมโยงโดยตรงกับความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการในระยะยาว

ส่งต่อมาตรฐานจากโรงงานถึงแปลงปลูก
การปรับปรุงกระบวนการภายในบริษัทต้องเดินควบคู่กับคุณภาพของวัตถุดิบต้นทาง ยิ่งไพศาลการเกษตรจึงนำความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดต่อให้เกษตรกร ทั้งการวางแผนเพาะปลูก การแก้ปัญหาหน้างาน และการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่ตลาดต้องการ
ไพศาลมองว่า งานที่ใช้เวลามากคือการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่น โดยเฉพาะเมื่อแนวทางใหม่แตกต่างจากวิธีที่เกษตรกรคุ้นเคย การอธิบายขั้นตอนเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอ ต้องทำให้เห็นผลจากการลงมือปฏิบัติด้วย
ตัวอย่างหนึ่งคือการทำงานกับกลุ่มเกษตรกรกว่า 2,000 รายในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตามข้อมูลของบริษัท เพื่อส่งเสริมการเพาะปลูกตามมาตรฐาน GAP หรือการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี
บริษัทใช้เวลาเกือบ 5 ปีในการพูดคุย ถ่ายทอดแนวทาง และติดตามการปรับเปลี่ยน โดยไพศาลระบุว่า ผลผลิตกระเทียมเพิ่มจากประมาณ 3,500 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 4,000 กิโลกรัมต่อไร่ ควบคู่กับคุณภาพผลผลิตและรายได้ครัวเรือนที่ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มผลผลิตต่อไร่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการพัฒนา สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันคือการรักษาคุณภาพให้สม่ำเสมอและมีตลาดรองรับ เพื่อให้เกษตรกรนำข้อมูลไปวางแผนการผลิตในรอบต่อไปได้
“ความยากคือการเปลี่ยนทัศนคติ เราต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าเปลี่ยนแล้วจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีได้อย่างไร”
— ไพศาล กล่าว
ตลาดรองรับ ช่วยเกษตรกรวางแผนรายได้
อีกส่วนสำคัญของการทำงานร่วมกับเกษตรกรคือเงื่อนไขรับซื้อผลผลิต ซึ่งช่วยเพิ่มความชัดเจนในการวางแผนเพาะปลูกและรายได้
ไพศาลอธิบายว่า บริษัทมีทางเลือกในการประกันราคาครอบคลุมผลผลิตทั้งหมด สำหรับเกษตรกรที่ขายผลผลิตทั้งหมดให้บริษัท หรือเลือกประกันราคาสำหรับผลผลิตครึ่งหนึ่ง และนำอีกส่วนไปจำหน่ายตามราคาตลาดได้
ทางเลือกดังกล่าวเปิดให้เกษตรกรตัดสินใจจัดการผลผลิตตามความเหมาะสมของตนเอง ขณะเดียวกัน การมีผู้รับซื้อและเงื่อนไขราคาที่ตกลงกันไว้ ก็ช่วยลดความไม่แน่นอนของผลผลิตในส่วนที่เข้าร่วมข้อตกลง
“เมื่อมีตลาดรองรับ เกษตรกรก็กล้าลงมือ และเมื่อมีมาตรฐานรองรับ ผลผลิตก็มีคุณภาพมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้เกษตรกรมีแรงบันดาลใจที่จะเพาะปลูกตามขั้นตอนที่เราวางแผนร่วมกัน เพราะเขาเห็นแล้วว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปทำให้อาชีพของเขามั่นคงขึ้นได้จริง”

บทเรียน SME เกษตร: พัฒนาการผลิตให้เชื่อมกับตลาด
กรณีของยิ่งไพศาลการเกษตรสะท้อนว่า การยกระดับ SME เกษตรต้องอาศัยการพัฒนาหลายส่วนไปพร้อมกัน ตั้งแต่เครื่องจักรและกระบวนการทำงานภายในบริษัท มาตรฐานการเพาะปลูกของเกษตรกร ไปจนถึงข้อตกลงรับซื้อที่ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายวางแผนได้
ความร่วมมือกับธุรกิจรายใหญ่มีส่วนช่วยให้ SME เข้าถึงความรู้ด้านการผลิตและเข้าใจข้อกำหนดของตลาด ขณะที่ผู้ประกอบการในพื้นที่ทำหน้าที่นำความรู้นั้นไปปรับใช้ให้เหมาะกับเกษตรกรและสภาพการทำงานจริง
สำหรับไพศาล การเรียนรู้ยังเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ เขาระบุว่า การเข้าร่วมกิจกรรมของ CPF ทำให้ได้เห็นแนวทางใหม่ และนำกลับมาปรับใช้กับการผลิตและพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง
เส้นทางของธุรกิจจากลำพูนแห่งนี้จึงให้บทเรียนว่า การเปลี่ยนวิธีคิดจะเกิดผลทางเศรษฐกิจได้เมื่อเชื่อมไปถึงการลงมือทำ ตั้งแต่การควบคุมคุณภาพในโรงงานจนถึงการวางแผนในแปลงปลูก และเมื่อธุรกิจส่งมอบสินค้าได้อย่างน่าเชื่อถือมากขึ้น ก็มีโอกาสสร้างตลาดที่ต่อเนื่องให้กับเกษตรกรผู้ผลิตวัตถุดิบไปพร้อมกัน





