ตลาดทองคำโลกกำลังจับตาความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของจีน หลังธนาคารของรัฐอย่างน้อย 4 แห่งประกาศยุติการให้บริการซื้อขาย “Paper Gold” สำหรับนักลงทุนรายย่อย พร้อมกำหนดให้ปิดสถานะภายในวันที่ 24 กรกฎาคม ซึ่งถูกมองว่าไม่ใช่เพียงมาตรการควบคุมการเก็งกำไร แต่ยังอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับโครงสร้างตลาดทองคำของจีนครั้งใหญ่
จีนถือเป็นทั้งผู้บริโภคทองคำรายใหญ่ของโลก และเป็นหนึ่งในประเทศที่เพิ่มการถือครองทองคำสำรองอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งนี้จึงไม่ได้ส่งผลเฉพาะนักลงทุนจีน แต่ยังอาจส่งผลต่อทิศทางอุปสงค์ทองคำโลก และบทบาทของเอเชียในตลาดทองคำระยะยาว
วรุต รุ่งขำ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด เปิดเผยกับ SPACEBAR โดยมองว่า แม้มาตรการดังกล่าวจะสร้างแรงกดดันและความผันผวนในระยะสั้น แต่ในระยะกลางถึงระยะยาว กลับมีแนวโน้มเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ หากนักลงทุนจีนหันมาถือครองทองคำจริง (Physical Gold) มากขึ้น
ทำความรู้จัก “Paper Gold” สินทรัพย์อ้างอิงที่ไร้ทองคำจริง
วรุตอธิบายว่า ก่อนจะทำความเข้าใจมาตรการของทางการจีน ควรเข้าใจความหมายของ Paper Gold (ทองกระดาษ) เสียก่อน
Paper Gold คือ ตราสารหรือสัญญาทางการเงินที่อ้างอิงราคาทองคำ โดยผู้ลงทุน ไม่ได้ถือครองทองคำแท่งจริง (Physical Gold) แต่ลงทุนผ่านสิทธิในสัญญา เพื่อเก็งกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำ
ลักษณะเด่นของ Paper Gold
Paper Gold จำนวนมาก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ประเภทอนุพันธ์ จะใช้ระบบ Margin หรือการวางหลักประกันเพียงบางส่วนในการซื้อขาย ทำให้สามารถลงทุนด้วยเงินเริ่มต้นไม่สูง แต่ก็ทำให้ผลตอบแทนและความเสี่ยงจากการขาดทุนขยายตัวตาม Leverage รูปแบบ มีทั้งแบบ “บนดิน” ที่ได้รับการรับรองตามกฎหมาย (เช่น ตลาด TFEX ในไทย หรือการเทรด Gold Futures ในตลาดเปิด) และแบบ “ใต้ดิน” ที่เป็นการทำสัญญาส่วนบุคคล ห้างร้าน หรือเพจต่างๆ ที่ไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลรองรับ
แตกต่างจากทองคำจริงอย่างไร
ความแตกต่างสำคัญระหว่าง Paper Gold กับทองคำแท่ง คือ
- Paper Gold ส่วนใหญ่ชำระกำไรหรือขาดทุนเป็นเงินสด (Cash Settlement) หรือซื้อขายสิทธิในสัญญา โดยไม่มีการส่งมอบทองคำจริง
- Physical Gold เป็นการถือครองทองคำแท่งจริงที่สามารถรับมอบและส่งมอบได้
แล้ว Paper Gold ของจีนมีมูลค่าเท่าไร?
วรุตระบุว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขอย่างเป็นทางการ ที่ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ Paper Gold ที่ธนาคารจีนทยอยยุติให้บริการมีมูลค่าคงค้าง (Outstanding Value) เท่าใด หรือมีนักลงทุนถือครองกี่ราย
ปัจจุบันมีเพียงข้อมูลว่า ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ของจีนอย่างน้อย 4 แห่ง ได้ประกาศยุติการให้บริการผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสำหรับลูกค้ารายย่อยไปแล้ว คือ ICBC (Industrial and Commercial Bank of China), ธนาคารออมสินไปรษณีย์จีน (PSBC), Ping An Bank และ China Guangfa Bank
สาเหตุที่ไม่สามารถระบุมูลค่าตลาดได้อย่างชัดเจน เพราะผลิตภัณฑ์ Paper Gold ของจีนเป็น ผลิตภัณฑ์ของแต่ละธนาคาร ไม่ใช่ตลาดกลางเพียงแห่งเดียว ทำให้ข้อมูลกระจายอยู่ในหลายสถาบัน และธนาคารไม่ได้เปิดเผยมูลค่าคงค้างของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ต่อสาธารณะเป็นประจำ
เหตุผลหลักที่รัฐบาลจีนออกมาตรการระงับ ‘Paper Gold’ รายย่อย
วรุต อธิบายว่า จีนไม่ได้สั่งห้ามการลงทุนทองคำทั้งหมด แต่สั่งให้ธนาคารของรัฐ 4 แห่ง ยุติการให้บริการซื้อขาย Paper Gold สำหรับลูกค้ารายย่อย หรือทำการล้างสถานะ (Close position) ปิดสัญญาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ ซึ่งสะท้อนว่าธุรกรรมก่อนหน้านี้ของธนาคารใหญ่เคยเป็นระบบที่ได้รับการรับรองถูกต้องตามกฎหมาย แต่ทางการต้องการลดบทบาทการเข้าถึงของนักลงทุนรายย่อยลง โดยเหตุผลหลักมาจาก 3 ปัจจัยหลักสำคัญ คือ:
- สภาวะราคาทองคำที่มีความผันผวนสูงมากในตลาดโลก: ราคาทองคำในระยะหลังมีการแกว่งตัวอย่างหนัก จาก 5,600 ดอลลาร์ ลด 4,000 ดอลลาร์ (การเหวี่งตัวของราคาทองคำระดับ 42% ในปีนี้) การที่ราคาทันทีปรับตัวขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ผลิตภัณฑ์การลงทุนประเภทตราสารอนุพันธ์หรือ Paper Gold มีความเสี่ยงสูงขึ้นตามไปด้วยอย่างมหาศาล
- ป้องกันวิกฤติตลาดซ้ำรอย Pepper Oil ปรากฏการณ์ "ราคาน้ำมันดิบติดลบ" ในช่วงโควิด-19: ทางการจีนกังวลว่า หากปล่อยให้รายย่อยที่ไม่เข้าใจกลไกความเสี่ยง และใช้เลเวอเรจ (Leverage) เก็งกำไรใน Paper Gold มากเกินไป เมื่อราคาในตลาดโลกผันผวนรุนแรง อาจส่งผลกระทบให้เกิดความเสียหายหนัก เหมือนกรณีที่ราคาน้ำมันดิบ WTI เคยปรับตัวลงจนติดลบในช่วงวิกฤติโควิด-19 ซึ่งครั้งนั้นสร้างความเสียหายและทำให้นักลงทุนรายย่อยชาวจีนต้องสูญเสียเงินจำนวนมาก รัฐบาลจึงต้องใช้มาตรการ "ป้องปราม (Preventative Measures)" ไว้ล่วงหน้าเพื่อรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน
- คุ้มครองนักลงทุนรายย่อย แต่ไม่ตัดโอกาสรายใหญ่: มาตรการนี้ไม่ได้เป็นการห้ามทำธุรกรรมแบบ 100% หรือปิดกั้นทั้งหมด เพราะกลุ่มลูกค้ารายใหญ่หรือนักลงทุนสถาบันยังคงสามารถทำธุรกรรมได้ตามปกติ แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการ กีดกันและจำกัดวงรายย่อย หรือผู้บริโภคที่ขาดความรู้ความเข้าใจ ให้ถอยออกห่างจากผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูง พร้อมทั้งส่งสัญญาณเตือนให้ผู้ลงทุนต้องเพิ่มความระมัดระวังในการถือครองตราสารประเภทนี้มากขึ้น
ผลกระทบต่อตลาดทองคำโลกมากน้อยเพียงใด?
ในการประเมินผลกระทบต่อตลาดทองคำโลก คุณวรุต แบ่งออกเป็น 2 ช่วงเวลา:
- ระยะสั้น (ช่วงเปลี่ยนผ่าน): เกิดความผันผวน เนื่องจากนักลงทุนต้องล้างสถานะ โดยการปิดสัญญามี 2 รูปแบบ คือ การชำระเป็นเงินสด (Cash Settlement) และการส่งมอบทองคำจริง ซึ่งอาจทำให้ความต้องการการลงทุนชั่วคราวซบเซาลงเล็กน้อย
- ระยะกลาง - ระยะยาว (เป็นบวก): เป็นผลดีต่อตลาดทองคำ เพราะจะผลักดันให้เกิดการถือครองทองคำแท่งจริง (Physical Gold) เพิ่มขึ้น หนุนให้ความต้องการทองคำจริงในฝั่งจีนและเอเชียปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ
ข้อมูลล่าสุดจาก Shanghai Gold Exchange (SGE) ณ เดือนมิถุนายน 2569 ระบุว่า สัดส่วนการซื้อขายผ่านตัวแทน (Agency Trading) ลดลงเหลือ 4.88% ของปริมาณการซื้อขายทั้งหมด จาก 9.62% ในเดือนตุลาคม 2568 และการลงทุนของรายย่อยเป็นเพียงส่วนหนึ่งของตัวเลขดังกล่าว
วรุตประเมินว่า หากพิจารณาจากสัดส่วนของตลาดที่มีขนาดไม่ใหญ่เมื่อเทียบกับตลาดทองคำโลก ประกอบกับโครงสร้างสถานะซื้อ (Long) และขาย (Short) ที่ค่อนข้างสมดุล ผลกระทบเชิงกลไกต่อราคาทองคำโลกน่าจะอยู่ในวงจำกัด
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตลาดควรจับตามองมากกว่า คือ ผลกระทบด้านความเชื่อมั่นและการรับรู้ของนักลงทุน เพราะหากเกิดการตีความหรือการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน อาจส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนได้มากกว่าผลกระทบจากการซื้อขายจริงในตลาดทองคำ
คนจีนจะหันมาซื้อทองจริงมากขึ้นหรือไม่?
วรุตเชื่อว่า มีแนวโน้มสูงมาก วัฒนธรรมของคนจีนมีความชื่นชอบและสะสมทองคำเป็นทุนเดิม ในอดีต การมอบทองในเทศกาลต่างๆ อาจใช้ Paper Gold หรือ Gold Digital (ส่งโค้ดไปขึ้นเงิน/ขึ้นทอง) เมื่อช่องทางนี้ถูกจำกัด พฤติกรรมผู้บริโภคและผู้ให้บริการจะปรับตัวหันมาซื้อขาย สั่งซื้อ และรับมอบเป็น ทองคำแท่งจริง (Physical Gold) แทน ซึ่งจะช่วยหนุนอุปสงค์ทองคำในระยะยาว
จีนเตรียมปรับโครงสร้างตลาดทองคำครั้งใหญ่ เล็กดัน ‘ฮ่องกง’ เป็น Hub
อีกประเด็นที่วรุตมองว่าน่าจับตา คือ เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงมาตรการชั่วคราว แต่เป็นการปรับโครงสร้างตลาดทองคำของจีนครั้งใหญ่ โดยรัฐบาลกจีนกำลังผลักดันให้ ‘ฮ่องกง’ เป็นศูนย์กลางซื้อขาย หรือการชำระราคาทองคำ (Gold Clearing Hub) ทองคำแท่งแห่งใหม่ โดยความร่วมมือกับธนาคารระดับโลก 11 ประเทศ
หากจีนทำสำเร็จ ปริมาณ Transaction จากตลาดเดิมอย่าง London Bullion Market Association (LBMA) หรือ COMEX จะถูกกระจายมายังฝั่งเอเชียมากขึ้น ช่วยลดปัญหาสภาพ คล่องและข้อจำกัดด้านการขนส่งทองคำในฝั่งเอเชีย อีกทั้งยังช่วยเสริมเสถียรภาพให้ค่าเงินหยวน และลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐ (De-dollarization) ในระยะยาว
นักลงทุนไทยควรจับตาอะไร?
สำหรับนักลงทุนชาวไทย วรุต แนะนำประเด็นที่ต้องติดตามและกลยุทธ์การลงทุนไว้ดังนี้:
3 ปัจจัยที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ:
- ตัวเลขการนำเข้าทองคำจริงของจีน: หากจีนยังคงนำเข้าทองคำแท่งในระดับสูง จะยืนยันว่า Demand จากคนจีนยังแข็งแกร่ง
- ทิศทางดอกเบี้ยของเฟด (Fed): แม้ประเด็นจีนจะเป็นบวก แต่ดอกเบี้ยสหรัฐฯ รวมถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันและสงครามตะวันออกกลาง ยังคงเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำอยู่
- ค่าเงินบาท: เงินบาทที่อ่อนค่าลงมาสถิติในรอบหลายเดือน เป็นตัวช่วยพยุงราคาทองคำในประเทศเอาไว้
ครึ่งปีหลังยังไม่ใช่จังหวะทำ All Time High
สำหรับแนวโน้มราคาทองคำในช่วงครึ่งหลังของปี วรุตประเมินว่า ราคาทองคำมีโอกาสปรับขึ้นได้ แต่ยังไม่น่าจะสามารถทำสถิติสูงสุดใหม่ (All Time High) ได้ในปีนี้ แม้มาตรการของจีนจะเป็นปัจจัยบวก แต่ยังมีปัจจัยกดดันหลายด้าน โดยเฉพาะทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ค่าเงินดอลลาร์ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์
วายแอลจีประเมินว่า แนวต้านสำคัญของราคาทองคำโลกอยู่บริเวณ 4,300-4,500 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ซึ่งเป็นระดับที่ตลาดต้องติดตามว่าจะสามารถผ่านไปได้หรือไม่
ขณะที่ แนวรับสำคัญอยู่บริเวณ 4,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ และหากอ่อนตัวลงต่อ มีโซนสะสมบริเวณ 3,880 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์
วรุตแนะนำว่า นักลงทุนระยะยาวสามารถใช้กลยุทธ์ ทยอยสะสม (Dollar Cost Averaging) เมื่อราคาย่อตัว โดยไม่ควรลงทุนด้วยเงินทั้งหมดในครั้งเดียว เพื่อเตรียมสภาพคล่องหากราคาปรับฐานมากกว่าคาด
ในทางกลับกัน หากราคาปรับขึ้นเข้าใกล้แนวต้านสำคัญ ควรทยอยแบ่งขายทำกำไรบางส่วน และรอจังหวะกลับเข้าลงทุนเมื่อราคาย่อตัว
แม้ Downside ของราคาทองคำจากระดับปัจจุบันอาจเหลือไม่มาก แต่ตลาดยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก นักลงทุนจึงควรลงทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป และติดตามทั้งนโยบายของจีนและการประชุม Fed อย่างใกล้ชิด
— วรุตกล่าวทิ้งท้าย

สรุป
แม้มาตรการยุติการซื้อขาย Paper Gold สำหรับนักลงทุนรายย่อยของจีนจะสร้างความผันผวนในตลาดทองคำระยะสั้นจากแรงปิดสถานะ แต่ประเด็นที่ตลาดโลกกำลังจับตาไม่ใช่เพียงเส้นตายวันที่ 24 กรกฎาคม หากแต่เป็นทิศทางการปรับโครงสร้างตลาดทองคำของจีน ว่าจะเปลี่ยนจากการลงทุนผ่านตราสารทางการเงิน ไปสู่การถือครองทองคำจริง (Physical Gold) มากขึ้นหรือไม่ หากแนวโน้มดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจช่วยหนุนอุปสงค์ทองคำจริงในระยะยาว พร้อมเพิ่มบทบาทของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางตลาดทองคำของเอเชีย แม้ว่าผลกระทบที่แท้จริงยังต้องติดตามหลังมาตรการมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ
ขณะเดียวกัน ภาพรวมของตลาดทองคำทางการเงินทั่วโลกยังมีขนาดใหญ่ โดยข้อมูลจาก World Gold Council ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 ระบุว่า กองทุน Gold ETF ทั่วโลกถือครองทองคำรวม 4,047 ตัน มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารกว่า 526,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 16.6–17 ล้านล้านบาท สะท้อนว่าผลิตภัณฑ์การลงทุนที่อ้างอิงทองคำยังมีบทบาทสำคัญในระบบการเงินโลก อย่างไรก็ตาม ทิศทางราคาทองคำในระยะต่อไปยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ค่าเงินดอลลาร์ สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และพฤติกรรมการลงทุนของผู้ถือครองทองคำทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะมาตรการของจีนเพียงปัจจัยเดียว






