ได้เวลาตีปี๊บอึกทึกครึกโครมกันอีกรอบ กับการแก้ไขรัฐธรรมนููญที่จะนำไปสู่การจัดทำฉบับใหม่ขึ้น แต่พลันที่ออกตัวเพียงไม่กี่ก้าว ก็ทำท่าจะสะดุดหหัวทิ่มหัวตำ ไม่ต่างจากความพยายามหลายครั้งที่ผ่านมา
ย้อนดูการก่อกำเนิดของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 หรือฉบับ คสช.หลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม พ.ศ.2557 มีการพูดถึงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในหลากหลายมุม สุดแท้แต่ใครจะมองจากมุมไหนและมองลอดแว่นสีใด
บ้างบอกนี่คือ รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง เป็นเครื่องกรองมนุษย์ชั้นดี กรองเอาเฉพาะคนดีจริงๆ เท่านั้น ให้เข้าสู่การเมือง ซึ่งผ่านมาถึงวันนี้ คงได้รับคำตอบกันไปบ้างแล้วว่า ปราบโกงหรือทำหน้าที่เครื่องกรองได้จริงหรือไม่
บ้างบอกเป็นมรดก คสช.ออกแบบมาเพื่อให้คณะรัฐประหารได้สืบทอดอำนาจ เพราะวางกลไกต่างๆ ไว้เอื้อประโยชน์ตัวเอง แม้แต่ในหมวดว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ออกแบบไว้ซับซ้อนพอๆ กับค่ายกลเจ็ดดาว จึงทำให้ยากจะแก้ไขได้ หากไม่มีการเปิดไฟเขียวจากผู้ที่ถืออำนาจ
สุดท้ายมีคำพูดติดหูอยู่คำหนึ่งว่า “รัฐธรรมนูญนี้ดีไซด์มาเพื่อพวกเรา” ซึ่งออกจากปากนักการเมืองระดับแกนนำคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ในปีกเดียวกับฝ่ายสนับสนุน คสช.ในเวลานั้น ที่แปลงร่างใส่เสื้อคลุมประชาธิปไตยลงสนามเลือกตั้งปี 2562
วันนี้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 กำลังจะมีอายุครบ 10 ขวบ ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ได้ผ่านความพยายามแก้ไขมาหลายครั้ง เพื่ออลบล้างในสิ่งที่ คสช.ทำไว้ แต่มีเพียงครั้งเดียวที่ทำได้ คือ เปลี่ยนวิธีการเลือกตั้ง ‘ระบบสัดส่วนผสม’ จากบัตรใบเดียว กลับมาใช้บัตรสองใบเหมือนเดิม
ตัดทิ้งคำว่า ‘สส.พึงมี’ ไม่ต้องนำมาคำนวณหาจำนวน สส.ตามคะแนนนิยมของแต่ละพรรคการเมืองอีกต่อไป
ไม่นับความพยายามที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับขึ้นมาแทน จนนำไปสู่การยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไม่ต่ำกว่า 3-4 ครั้ง เพื่อให้มีรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน ในฐานะผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ
โดยความพยายามจัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ เข้าใกล้ความเป็นจริงมากสุดในสภาชุดที่ 26 เพราะเป็นสัญญาประชาคมร่วมของพรรคการเมืองที่หาเสียงกับประชาชนไว้ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2566
แต่การยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การจัดทำฉบับใหม่ขึ้นในครั้งนั้น มาได้ไกลสุดเพียงวาระ 2 เมื่อการเมืองเกิดขัดลำกล้อง มีเหตุต้องยุบสภาเสียก่อน จึงทำให้ความหวังที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน รูดม่านปิดฉากลงเพียงเท่านั้น
ในการเลือกตั้งทั่วไปวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงได้ทำประชามติขอฉันทานุมัติเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปด้วยพร้อมๆ กัน ซึ่งได้รับเสียงสนับสนุนท่วมท้น จำนวน 21.6 ล้านเสียง เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
เพราะฉะนั้น จึงเป็นความชอบธรรมของฝ่ายที่ต้องการให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ พากันเดินหน้าเสนอร่างแก้ไขฉบับของตัวเอง บางพรรคมีเสียง สส.ไม่ถึง 1 ใน 5 ที่จะเสนอร่างได้ก็วิ่งเต้นขอเสียงสนับจากพรรคอื่น เพื่อไม่ให้ตกขบวนรถไฟสายประวัติศาสตร์นี้
ไม่เว้นแม้แต่ สว.ก็ขวนขวายจัดทำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเสนอด้วย
ภายใต้ข้อจำกัดจำเขี่ยของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 จึงทำให้แต่ละร่างมีรายละเอียดแตกต่างกันมากบ้าง น้อยบ้าง เพื่อหลบคำวินิจฉัยที่ไม่ให้ประชาชนเลือก สสร.ที่จะมาทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง
แต่หลังจาก สส.-สว.กลุ่มหนึ่ง เข้าพบหารือ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้รับคำตอบที่เป็นการ ‘ปลดล๊อค’ คำวินิจฉัย หมายถึง ไม่ให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ห้ามเลือก สสร.โดยตรง
เมื่อสถานการณ์พลิก จึงทำให้หลายพรรคการเมือง กลับมาตั้งลำกันใหม่ ปรับแก้ร่างฉบับของตัวเองให้ สสร.มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง 100 เปอร์เซนต์ ยกเว้นพรรคภูมิใจไทย(ภท.) แกนนำรัฐบาล ที่ยังมองต่างมุมเห็นว่า
นั่นคือ ข้อหารือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่คำวินิจฉัยที่มีผลผูกพันกับทุกองค์กร
ทันทีที่พรรคแกนนำรัฐบาลแสดงท่าทีออกมาเช่นนั้น ทำให้ได้เห็นความยุ่งยาก ซับซ้อน ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะนำไปสู่การจัดทำฉบับใหม่ตามมาอีกครั้ง ไม่ต่างจากการเล่นซ่อนหาในสภาชุดที่ 26
เพราะในที่สุดอาจต้องวนกลับไปหาศาลรัฐธรรมนูญอีกรอบ ซึ่งถึงเวลานั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ความเห็นไว้ตอนนี้อาจลุกจากเก้าอี้และมีคนใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทนแล้ว
ยิ่งได้เห็นพรรคสีน้ำเงิน แกนนำรัฐบาล ขยับเดินแผนสอง เตรียมเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราคู่ขนานกันไปด้วย ยิ่งเป็นสัญญาญให้เห็นว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ทั้งฉบับนั้น ยังต้องใช้เวลาอีกนานโข และมีสิทธิจั่วลม ไปไม่ถึงดวงดาว
จึงขอแก้ไขรายมาตราแบบส่งด่วน ตัดทิ้งยุทธศาสตร์ชาติ ที่ไปบีบบังคับเรื่องจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี และการแก้ไขให้ท้องถิ่นออกกฎหมายใช้จ่ายงบประมาณของตัวเองได้ ไม่ให้ถูกดูดเข้าส่วนกลางเช่นปัจจุบัน
ฟังดูสมเหตุสมผลดี แต่นี่คือ อาถรรพน์รัฐธรรมนูญ คสช.ที่แม้โอกาสจะมาเกยถึงหน้าประตูบ้าน แต่การจะฉีกทิ้งแล้วจัดทำขึ้นใหม่คงไม่ง่ายอย่างที่คิด



