สังเคราะห์ประเด็นจากกิจกรรม ‘เฉลิมรัฐธรรมนูญ’ รอบ 66 ปี

11 ธ.ค. 2566 - 15:39

  • สังเคราะห์ตะกอนความคิดจาก กิจกรรม ‘เฉลิมรัฐธรรมนูญ’ ในรอบ 66 ปี กับความหวัง ‘รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน’ จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ?

Conceptual_Politician_Speaker_Constitution_Day_SPACEBAR_Hero_52bd6999c1.jpg

หากยึดตามคำพูดของ 'หมออ๋อง' ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯ คนที่ 1 'งามเฉลิมฉลองรัฐธรรมนูญ' เนื่องในวันที่ 10 ธันวาคมปีนี้ ถือเป็นปีแรกที่ทางรัฐสภาเป็นเจ้าภาพในการจัดกิจกรรม และถือเป็นครั้งแรกในรอบ 66 ปี ที่มีการจัดในรูปแบบ 'งานเฉลิมฉลอง' นับตั้งแต่ปี 2500 เป็นต้นมา  

ดังนั้นกิจกรรมที่เกิดขึ้น จึงเต็มไปด้วยความเข้มข้นของประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ 'รัฐธรรมนูญ' อันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ทั้งที่มา ความสำคัญ และประเด็นเชิงวิพากษ์ เกี่ยวกับสิ่งที่กำลังถูกจับตามอง อย่างกรณีการร่วมผลักดัน ให้เกิดการทำประชามติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2560  

SPACEBAR ขอหยิบยกประเด็นที่น่าสนใจจากนักการเมือง นักวิชาการ และนักสังเกตการณ์ทางเมืองที่น่าสนใจ เชื่อว่าจะสร้างประโยชน์ให้กับท่านผู้อ่าน ที่อยากทราบความเห็นว่าแต่ละคนคิดอย่างไร กับกรณีการแก้ไขกฎหมายสูงสุด อันเป็นมรดกจากการทำรัฐประหารปี 2557  

สำหรับปาฐกถาพิเศษ จากปูชนียบุคคลทางการเมือง อย่าง 'ชวน หลีกภัย' อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานรัฐสภา และ'สุลักษณ์ ศิวรักษ์' นักวิพากษ์การเมืองอาวุโส 'ปัญญาชนสยาม' ท่านสามารถอ่านย้อนได้ที่ : ‘ส.ศิวรักษ์ - ชวน’ ปาฐกถาพิเศษ ‘วันรัฐธรรมนูญ’

04_End_3_51e5e1c825.jpg
'ชวน หลีกภัย' ประคอง 'สุลักษณ์ ศิวรักษ์' หลังการปาฐกถาพิเศษเสร็จสิ้น

ขณะที่วงเสวนา 'พัฒนาการของรัฐธรรมนูญ' ที่มีผู้เข้าร่วมการเสวนาเป็นนักวิชาการและนักสังเกตการณ์ทางการเมือง ก็เข้มข้น อัดแน่นไปด้วยสิ่งน่าสนใจ ซึ่งใจความสำคัญอยู่ที่การวิพากษ์ที่มาของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ โดยเฉพาะฉบับปี 2560 ที่ถูกร่างโดยคนของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ถูกยกอ้างมาตลอดว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่ได้มาจากการทำประชามติจากประชาชน ซึ่งนักวิชาการหลายท่าน ยังมีการระบุถึงพัฒนาการของรัฐธรรมนูญ ในทางที่ก้าวหน้า อย่างการมาซึ่งฉบับปี 2540 และความล้าหลังจากการออกกฎหมาย ที่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายหลังจากการทำรัฐประหาร และมีการออกข้อกฎหมายนิรโทษกรรมตัวเอง ให้พ้นผิดที่ยึดอำนาจเข้ามาอย่างมิชอบธรรม

20231210_080911132_i_OS_478bfcc656.jpg
บุคคลากรทางการศึกษาและการเมือง บนเวทีแลกเปลี่ยนทางวิชาการ (ศ.พิเศษนรนิติ เศรษฐบุตร อดีตนายกสภา มธ. และอดีตส.ส.ร. 'รศ.ดร.โภคิน พลกุล' อดีตประธานรัฐสภา 'พงศ์เทพ เทพกาญจนา' อดีต ส.ส.ร. 'ผศ.ดร.ปริญญา เทวนฤมิตรกุล ' อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธใ 'รศ.ดร.วรรณภา ติระสังขะ' อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มธ.

ทั้งนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจจาก ‘ปรีดีวิชญ์ พนมยงค์' ทายาท ‘ปรีดี พนมยงค์’ หัวหน้าคณะราษฎร (ฝ่ายพลเรือน) ที่ได้รับเชิญให้กล่าวปาฐกถาหัวข้อ ‘ความสำคัญของวันรัฐธรรมนูญ’ ซึ่งได้มีการกล่าวถึงบทบาทของ ‘ปรีดี’ ต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก และความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ  

โดยไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การนำเสนอความเห็น ในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยตั้งหมุดหมายอยากเห็นกฎหมายสูงสุด ให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และภราดรภาพ ของประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจตัวจริงของประเทศนี้

“ท้ายที่สุดแล้วผมในฐานะทายาทและประชาชนคนหนึ่ง อยากให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในปัจจุบัน เคารพเจตจำนงของปฐมรัฐธรรมนูญในการสถาปนากฎหมายสูงสุดที่มุ่งคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยอย่างเท่าเทียมกัน และผลักดันให้เกิดการสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชนเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง”

ปรีดีวิชญ์ พนมยงค์ กล่าวทิ้งท้าย

อย่างไรก็ดีกิจกรรมเฉลิมรัฐธรรมนูญ ก็ถูกขยายวงจัดต่อเนื่อง ออกไปยังลานประชาชนหน้าอาคารรัฐสภา และกลายเป็นที่จับตามอง เพราะเป็นเวทีที่พูดถึงประเด็นร่วมสมัย 'รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หน้าตาเป็นอย่างไร' มีผู้เข้าร่วมการเสวนาเป็นคนการเมือง ที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 

อย่าง 'ชัยธวัช ตุลาธน' หัวหน้าพรรคก้าวไกล 'ชูศักดิ์ ศิรินิล' รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย 'ราเมศ รัตนะเชวง' โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ 'นิกร จำนง' พรรคชาติไทยพัฒนา ในโฆษกคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 พร้อมกันนี้ยังมีตัวแทนจากกลุ่มขับเคลื่อนนอกสภา อย่าง 'ยิ่งชีพ อัชฌานนท์' ผู้แทนกลุ่มไอลอว์ ที่เข้ามาแลกเปลี่ยนและนำเสนอแนวคิดในเวทีดังกล่าวด้วย 

ประเด็นสำคัญที่ถูกจับจ้อง อยู่ที่ความเคลื่อนไหวของ 'พรรคเพื่อไทย' และ 'พรรคก้าวไกล' ที่ก่อนจะมีการจัดตั้งรัฐบาลแบบผสมข้ามขั้ว ทั้ง 2 พรรคมีมุมความเห็นที่คล้ายคลึงกันเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญ  

โดยชูศักดิ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยตั้งเป้าไว้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรจะมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มายกร่างเพื่อให้เห็นว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน ทำเพื่อประชาชน เป็นไปเพื่อประชาชน หากเป็นเช่นนี้แล้วมีส.ส.ร.คิดว่าเราจะประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับส.ส.ร.ว่าจะยกร่างอย่างไร แต่เชื่อว่าหากกระบวนการมีส.ส.ร. ที่เป็นตัวแทนของประชาชนมายกร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นประชาธิปไตยแน่นอน   

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องมีการยกเลิกหรือแก้ไขมาตรา 256 ที่ปัจจุบันติดกับอยู่กับมาตรานี้ เพราะเวลาจะแก้ไขมาตรานี้ ติดอยู่กับเงื่อนไขที่ระบุว่าต้องมีเสียงของสว. สนับสนุน 1 ใน 3 ที่ผ่านมาจึงจะเห็นว่าเรายกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไปหลายประเด็น แต่ท้ายที่สุดก็ไม่เคยสำเร็จสักครั้งด้วยเหตุผลว่าเสียงของสว. ไม่ถึง 1 ใน 3  นอกจากนี้ ยังเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาเรื่องกระบวนการถ่วงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ รวมถึงการถ่วงดุลอำนาจขององค์กรอิสระ ฉะนั้น ที่มาขององค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมาคือปัญหาของประเทศว่าเราไม่ได้รับความเป็นธรรม

"รัฐประหารจึงเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศและเป็นอุปสรรคสำคัญของประชาธิปไตย เราต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่าห้ามให้มีการรัฐประหาร หากใครกระทำรัฐประหารไม่มีอายุความ ไม่มีการนิรโทษกรรม สำคัญที่สุดคือต้องทำให้ศาลและกระบวนการยุติธรรมไม่สามารถยอมรับรัฐประหารได้ และเรื่องรัฐประหารต้องหมดไป"

ชูศักดิ์ ศิรินิล กล่าว

ขณะที่ ชัยธวัช กล่าวถึง สิ่งที่สำคัญสำหรับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มีสองส่วนสำคัญ ประการแรก ต้องยึดโยงกับหลักอำนาจสถาปนาเป็นของประชาชนให้มั่น กระบวนการทำประชามติที่มาจาก ส.ส.ร. ต้องยึดโยงกับหลักการนี้ พรรคก้าวไกลต้องการให้ทำประชามติทั้ง 3 ครั้ง การทำประชามติครั้งแรกสำคัญ เพราะหากประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย ข้อเสนอต่างๆ จากพรรคการเมืองก็ถือว่าได้รับอำนาจจากประชาชน เมื่อ ส.ส.ร. ทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ก็ควรทำประชามติอีกรอบ แม้จะเสียทั้งเงินและเวลาแต่ก็ต้องให้ความสำคัญ  

ประการที่สอง ทั้งกระบวนการและเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ควรตอบโจทย์สภาพการณ์การเมืองไทยในปัจจุบัน เพราะต้องยอมรับว่าเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไม่สามารถที่จะหาฉันทามติร่วมกันได้  

ดังนั้น ควรออกแบบกระบวนการให้ตอบโจทย์ เพื่อให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สร้างฉันทามติในสังคม ฉันทามติในทางการเมืองครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2540 ที่เป็นการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่หลังเหตุการณ์พฤษภาฯ 2535 ซึ่งเสริมสร้างให้ระบบการเมืองมีความเข้มแข็งมากขึ้น แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับถูกฉีกในปี 2549 ในเวลาไม่ถึง 10 ปี โจทย์เก่าที่คิดว่ามีคำตอบแล้วกลับยังไม่มีคำตอบ และเมื่อเกิดเหตุการณ์รัฐประหารในปีนั้น ก็ยิ่งเพิ่มโจทย์ใหม่ๆ มา หากจะสร้างฉันทามติครั้งใหม่ ก็นำโจทย์จากแต่ฝ่ายเป็นตัวตั้ง เพื่อออกแบบร่วมกัน

"รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรออกแบบเพื่อป้องกันการเกิดรัฐประหาร และต้องคำนึงถึงการลบล้างความผิดในการรัฐประหารในอดีตด้วย โจทย์ที่สอง ต้องออกแบบให้มีการแข่งขันอย่างมีคุณภาพ ในระบบรัฐสภาของพรรคการเมือง โจทย์สุดท้าย เราจะออกแบบระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้มีความยั่งยืนและสอดคล้องกับสังคมสมัยใหม่อย่างไร นี่เป็นโจทย์ทั้งหมดที่เราควรคิด เพื่อใช้โอกาสนี้ในการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อสร้างฉันทามติใหม่ให้กับสังคมไทย"

ชัยธวัช ตุลาธน กล่าวทิ้งท้าย

อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้นว่า นานแล้วที่เราไม่ได้เห็นภาพ 'วันเฉลิมรัฐธรรมนูญ' ที่ดูคึกคัก และถือเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นภาพการสร้างความร่วมมือที่ดีระหว่าง 'รัฐสภา' และ 'ประชาชน' ท้ายที่สุด ขอตั้งความหวัง ว่าการพยายามผลักดันให้ วัน 10 ธันวาคม มีบทบาทสำคัญ (มากกว่าวันหยุดของราชการทั่วไป) จะส่งผลให้ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญของกฎหมายสูงสุดของประเทศ และจะร่วมรักษาความศักดิ์สิทธิ์ ไม่ให้ 'ใคร' มาฉีกทิ้งเล่นได้ง่ายๆ    

คงต้องติดตามต่อไปว่า 'รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน' จะเกิดขึ้นได้จริง หรือจะยังคงเป็นแค่ 'ความฝัน' ลอยลมต่อไป

_199f0c8d4d.jpg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์