‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’ นำมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) สู่ต้นแบบนวัตกรรมยั่งยืน

15 มิ.ย. 2569 - 10:20

  • จากเงินบริจาค 20 บาทสู่นวัตกรรม "เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ" ทรงนำหลักคิดเชิงระบบและเทคโนโลยีโทรมาตรเตือนภัย พลิกโฉมมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) สู่ต้นแบบการจัดการภัยพิบัติเชิงรุกอย่างยั่งยืน

‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’ นำมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) สู่ต้นแบบนวัตกรรมยั่งยืน

ในประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ไทย พระกรณียกิจด้านสาธารณกุศลมิใช่เพียงการพระราชทานสิ่งของบรรเทาทุกข์ชั่วคราว หากแต่คือการวางรากฐานเพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้แก่ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร

หนึ่งในประจักษ์พยานที่สะท้อนถึงสัจธรรมข้อนี้ได้อย่างเด่นชัดที่สุด คือการดำเนินงานของ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

ซึ่งได้รับการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบและก้าวหน้าโดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในฐานะองค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ พระองค์ทรงผสานองค์ความรู้ทางกฎหมายเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เปลี่ยนผ่านงานบรรเทาทุกข์แบบดั้งเดิมไปสู่การบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างครบวงจร

กำเนิดจากกองทุน 20 บาท สู่การบรรเทาทุกข์อย่างเป็นระบบ

ประวัติศาสตร์ของมูลนิธิฯ เริ่มต้นขึ้นท่ามกลางวิกฤตการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในกรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ. 2538 ในช่วงเวลาที่ความช่วยเหลือจากภาครัฐยังไม่ทั่วถึงและเกิดความตึงเครียดในพื้นที่อุทกภัยขังเป็นเวลานาน 

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ (ในขณะนั้นทรงดำรงพระอิสริยยศ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา) ได้เสด็จออกปฏิบัติพระกรณียกิจร่วมกับพระมารดา คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2538

โดยทรงรับบริจาคสิ่งของจากประชาชน ณ สถานีบริการน้ำมัน และเสด็จไปพระราชทานความช่วยเหลือแก่ราษฎรในพื้นที่ซอยจรัญสนิทวงศ์ 34, 82, 84 และ 86

เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่เพียงช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทางกาย แต่ยังเยียวยาจิตใจของราษฎรอย่างลึกซึ้ง จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อราษฎรคนหนึ่งซึ่งแช่น้ำรอเฝ้ารับเสด็จ ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายธนบัตรใบละ 20 บาทที่เปียกชุ่ม โดยยืนยันว่าต้องการให้พระองค์นำไปช่วยเหลือผู้อื่นต่อ

เงิน 20 บาทแรกนี้เปรียบเสมือนปฐมบทและแรงบันดาลใจในการจัดตั้ง "โครงการอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย" ซึ่งต่อมาได้รับการจดทะเบียนเป็นมูลนิธิอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2544 โดยดำเนินงานภายใต้แนวคิด "แบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน"

การประยุกต์ใช้นิติศาสตร์และนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน

จากการที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านกฎหมาย (Doctor of the Science of Law) จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา และทรงปฏิบัติงานในฐานะพนักงานอัยการมาอย่างยาวนาน

พระองค์จึงทรงนำ "ความคิดเชิงระบบ" และ "หลักนิติธรรม" มาปรับใช้ในการบริหารจัดการภัยพิบัติพระองค์มีพระดำริให้ยกระดับมูลนิธิฯ ให้เป็น "ศูนย์กลางความเป็นเลิศด้านการบรรเทาทุกข์ และจัดการภัยพิบัติอันเกิดจากอุทกภัย"

ปฏิรูปการรับมือด้วย "สถานีโทรมาตรอัตโนมัติ" ในป่าต้นน้ำ

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดในยุคของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ คือพระดำริที่ว่า

"หากมีการเฝ้าระวังภัยที่ดี การบรรเทาทุกข์ก็จะน้อยลง"

พระองค์ทรงเปลี่ยนมโนทัศน์จากการตั้งรับมาเป็นการป้องกันเชิงรุก โดยน้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาต่อยอดผ่านความร่วมมือกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. และภาคีเครือข่ายรวม 10 หน่วยงาน

โครงการติดตั้ง "สถานีโทรมาตรอัตโนมัติิ" บริเวณพื้นที่ป่าต้นน้ำจึงเกิดขึ้น โดยมีการออกแบบเสารับ-ส่งสัญญาณเป็นพิเศษให้กลมกลืนกับสภาพป่า 

ระบบนี้จะตรวจวัดปริมาณน้ำฝน ความชื้น อุณหภูมิ และระดับน้ำ แล้วส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ไปยังคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ (thaiwater.net) และแอปพลิเคชัน Thai Water พร้อมทั้งส่งการแจ้งเตือนฝนตกหนักผ่านแอปพลิเคชัน LINE ไปยังกลุ่มเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 

ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงภัยสามารถอพยพและเตรียมรับมือได้ทันท่วงทีก่อนเกิดน้ำป่าไหลหลากหรือดินถล่ม นับเป็นการสร้างความเข้มแข็งโดยให้ชุมชนเป็นฐานอย่างแท้จริง

นัยและสัญลักษณ์แห่งความห่วงใย

แม้จะทรงนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ แต่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ก็มิทรงละเลยความละเอียดอ่อนด้านจิตใจ 

สิ่งของพระราชทานผ่านมูลนิธิฯ ได้รับการใส่พระทัยในรายละเอียดอย่างประณีต เช่น ถุงยังชีพพระราชทาน ซึ่งมีการจำแนกเป็น "สีส้ม" ซึ่งเป็นสีประจำวันคล้ายวันประสูติของพระองค์ (วันพฤหัสบดี) และ "สีม่วง" ซึ่งเป็นสีประจำวันคล้ายวันประสูติของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ (วันเสาร์) 

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีมูลค่าเพียงแค่เครื่องอุปโภคบริโภคประทังชีวิต แต่เป็นดั่ง "สัญลักษณ์แห่งขวัญและกำลังใจ" ที่ทำให้พสกนิกรรับรู้ว่าราชวงศ์ไม่เคยทอดทิ้งประชาชนในยามวิกฤต

นอกจากนี้ ในมิติของการฟื้นฟูอาชีพ มูลนิธิฯ ได้เข้าช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อสร้างรายได้ใหม่ผ่าน "ร้านพึ่งพา" และเชื่อมโยงสถาบันการศึกษาในพื้นที่เข้ามาฝึกอบรมเยาวชนและชาวบ้านทำให้เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจในระดับฐานรากอย่างมั่นคง

จะเห็นได้ว่าบทบาทของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในการขับเคลื่อนมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย คือต้นแบบของการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานของบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า 

พระองค์ทรงพิสูจน์ให้เห็นว่า การทรงงานสาธารณกุศลในศตวรรษที่ 21 ต้องก้าวทันโลกด้วยวิทยาศาสตร์ ข้อมูลสารสนเทศ และนวัตกรรม โดยไม่สูญเสียจิตวิญญาณแห่งการช่วยเหลือเกื้อกูลแบบดั้งเดิม 

นวัตกรรมและการทรงงานเชิงระบบทั้งหมดนี้ ได้เปลี่ยนสถานะของมูลนิธิฯ จากผู้ให้การบรรเทาทุกข์เฉพาะหน้า ไปสู่ต้นแบบระดับสากลในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนเพื่อรับมือกับภัยพิบัติอย่างแท้จริง

อ้างอิง

thestandard / thansettakij / friendsofpa / friendsofpa / friendsofpa / friendsofpa / thairath / thairath / edunewssiam /policewives / matichon / forest / thaipost / prd /friendsofpa /matichon /

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์