นับเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญของประเทศไทย หลังสำนักพระราชวังมีแถลงการณ์ลงวันที่ 12 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 แจ้งการสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยสิริพระชันษาปีที่ 47
ตลอดพระชนมชีพ พระองค์ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจหลากหลายด้าน ทั้งกฎหมาย สิทธิมนุษยชน การพัฒนาสังคม การศึกษา การบรรเทาสาธารณภัย และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างความยั่งยืนให้แก่สังคมไทย
ยกระดับกระบวนการยุติธรรมด้วย “โครงการกำลังใจ”
หนึ่งในพระกรณียกิจที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุด คือ “โครงการกำลังใจ” เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิง ผู้พ้นโทษ และครอบครัว
ใน พ.ศ. 2544 ขณะที่ยังทรงเป็นนักศึกษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จเข้าเยี่ยมทัณฑสถานหญิงกลาง ทรงพบเห็นถึงสภาพปัญหาของผู้ต้องขังหญิงที่ยากลำบาก เพราะเรือนจำเป็นสถานที่คุมขังที่ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อสนองตอบต่อเพศสภาพของผู้หญิง ทำให้พวกเธอต้องประสบกับปัญหาด้านสุขอนามัยและคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะผู้หญิงที่ตั้งครรภ์และมีลูกติด
หลังจากที่พระองค์เสด็จไปศึกษาต่อยังมหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา ทรงกลับมาทรงงานในประเทศไทย และได้ดำริถึงการช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิง กระทั่งเกิดเป็น “โครงการกำลังใจ” ใน พ.ศ. 2549 ที่ทัณฑสถานหญิงกลาง โดยในช่วงแรกเป็นโครงการที่เน้นการให้ความช่วยเหลือเฉพาะผู้หญิงตั้งครรภ์และมีลูกติด ให้เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานสากล เป็นความช่วยเหลือที่ส่งเสริมและไม่ทับซ้อนกับสิ่งที่ราชการทำอยู่ ตลอดจนเสริมประโยชน์ในสิ่งที่ราชการไม่สามารถทำได้ เนื่องจากขาดแคลนปัจจัยต่างๆ ซึ่งโครงการกำลังใจได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากเครือข่ายความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ในสังคมที่เข้ามาร่วมกันปิดช่องโหว่ทางด้านงบประมาณอันจำกัดของราชการ จนขยายไปสู่เรือนจำอื่นๆ ทั่วประเทศ รวมทั้งขยายความช่วยเหลือไปถึงด้านจิตใจ สุขภาพ และโอกาสการฝึกอาชีพ
ว่าด้วย “กำลังใจ”
ชื่อโครงการกำลังใจ ทรงดำริขึ้นด้วยทรงตระหนักว่า ไม่ว่าจะเป็นคนภายนอกหรือผู้ต้องขัง ล้วนแล้วแต่สามารถส่ง “กำลัง” ของ “ใจ” ให้แก่กันและกันได้ จึงใช้ชื่อนี้มาเป็นชื่อโครงการ ส่วนชื่อโครงการภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า Inspired มีความหมายถึงการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่กันและกัน
โครงการดังกล่าวมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต การศึกษา การฝึกอาชีพ การดูแลสุขภาพ และการเตรียมความพร้อมก่อนกลับคืนสู่สังคม โดยยึดหลักการให้โอกาสและการฟื้นฟูศักยภาพของมนุษย์ มากกว่าการมุ่งลงโทษเพียงอย่างเดียว จากรากฐานที่พระองค์หยั่งรากไว้ปัจจุบันแนวคิดดังกล่าวได้รับการยอมรับในวงกว้าง และกลายเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนากระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟูในประเทศไทย

“ข้อกำหนดกรุงเทพ” มาตรฐานโลกเพื่อผู้ต้องขังหญิง
จากประสบการณ์การทรงงานผ่านโครงการกำลังใจ พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันประเด็นผู้ต้องขังหญิงสู่เวทีนานาชาติ ด้วยพระปฏิภาณไหวพริบจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ทรงได้รับเลือกให้เป็นประธานคณะกรรมาธิการว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา สมัยที่ 21 และรองประธานคณะกรรมาธิการยาเสพติด
ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเวทีโลกคือการผลักดัน ข้อกำหนดกรุงเทพ: The Bangkok Rules หรือข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง ซึ่งได้รับการรับรองโดยสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2553 ข้อกำหนดทั้ง 70 ประการนี้ถือเป็นมาตรฐานโลกฉบับแรกที่ให้ความสำคัญกับความละเอียดอ่อนทางเพศสภาวะและการคุ้มครองสิทธิสตรีในเรือนจำ
ต่อมาในปี พ.ศ. 2560 พระองค์ทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นทูตสันถวไมตรีด้านหลักนิติธรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงและความยุติธรรม
ปัจจุบันข้อกำหนดกรุงเทพยังคงถูกใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบราชทัณฑ์ของหลายประเทศทั่วโลก

ขับเคลื่อนหลักนิติธรรมในระดับภูมิภาค
พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมหลักนิติธรรม และการเข้าถึงความยุติธรรมของกลุ่มเปราะบาง
ในปี พ.ศ. 2561 สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) แต่งตั้งพระองค์เป็น Regional Goodwill Ambassador for Rule of Law in Southeast Asia บทบาทดังกล่าวสะท้อนการยอมรับในระดับนานาชาติต่อพระกรณียกิจด้านกระบวนการยุติธรรม สิทธิมนุษยชน และการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

บรรเทาทุกข์และฟื้นฟูชุมชนผ่านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)
พระกรณียกิจในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ประจักษ์ทุกครั้งเมื่อมีภัย คือมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) พระองค์ทรงเป็นประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภา) ยามยาก สภากาชาดไทย โดยที่มูลนิธิฯ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยครั้งร้ายแรง ในกรุงเทพมหานคร
ความเป็นมาของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นองค์กรการกุศลไม่แสวงหาผลกำไร ที่จัดตั้งตามพระดำริของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ โดยทรงดำรงตำแหน่งเป็นนายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ
มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภา) ยามยาก สนับสนุนและเชื่อมโยงให้ภาครัฐ เอกชน และชุมชน ร่วมกันเกื้อหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามทุกข์ยากจากอุทกภัย และภัยพิบัติที่รุนแรง ได้แก่ การร่วมกันระดมองค์ความรู้ นวัตกรรม กำลังแรงกาย ทุนทรัพย์ และจิตสาธารณะ เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างครบวงจร รวมทั้งการพัฒนาอาชีพ และคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้ผู้ทุกข์ยากน้อยกว่าช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากมากกว่า ผู้ที่แข็งแรงช่วยผู้อ่อนแอ เป็นต้น โดยมุ่งเน้นการประทังชีวิตและการฟื้นฟูสภาพจิตใจ มูลนิธิฯ ปฏิบัติงานและยึดหลักภายใต้แนวคิด “แบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน”

อนุรักษ์ช้างป่าและฟื้นฟูระบบนิเวศ
พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่าง “คน” กับ “ช้างป่า” ผ่านโครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ ที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร และระบบนิเวศในพื้นที่ป่า เพื่อลดการออกนอกพื้นที่ของช้างป่า รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ซึ่งเป็นผืนป่าขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกันกว่า 1.2 ล้านไร่ และเป็นแหล่งอาศัยสำคัญของช้างป่าจำนวนมาก
โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ได้รับการขับเคลื่อนภายใต้พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ซึ่งทรงรับเป็นองค์ประธานที่ปรึกษาโครงการ โดยมี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นประธานกรรมการขับเคลื่อนโครงการ
หัวใจสำคัญของโครงการ คือการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการผลักดันช้างกลับเข้าป่า แต่ยังสะท้อนแนวคิดการอนุรักษ์ที่คำนึงถึงความสมดุลระหว่างมนุษย์ สัตว์ป่า และระบบนิเวศ

มรดกแห่งความยั่งยืน
หากพิจารณาพระกรณียกิจในภาพรวม จะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนากระบวนการยุติธรรม การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง การจัดการภัยพิบัติ หรือการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งล้วนเป็นงานที่มุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้คน
พระกรณียกิจเหล่านี้มิได้เป็นเพียงคุณูปการต่อสังคมไทย หากยังเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนแนวคิดด้านความยั่งยืน สิทธิมนุษยชน และการพัฒนาที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ พระราชปณิธานและผลงานที่ทรงวางรากฐานไว้ ยังคงเป็นมรดกสำคัญที่ส่งต่อแรงบันดาลใจและประโยชน์แก่สังคมไทยและประชาคมโลกต่อไป

ตลอด 47 พรรษาในพระชนม์ชีพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงพระเกียรติและพระกรณียกิจไว้มากมาย สมกับพระนาม “พัชรกิติยาภา” ที่ได้รับพระราชทานเมื่อแรกประสูติ ซึ่งมีความหมายว่า ...ผู้ได้รับการสรรเสริญเป็นแสงสว่างประดุจเพชร




