สภาพอากาศและปริมาณฝนที่ตกสะสมอย่างต่อเนื่องทางตอนบนของประเทศ กำลังส่งสัญญาณเตือนภัยอุทกภัยระลอกใหม่ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด มวลน้ำป่าและน้ำท่าจากลำน้ำสาขากำลังไหลสมทบลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลผ่านจุดวัดสำคัญเพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ และกำลังไหลมุ่งหน้ามาประชิดปราการสำคัญอย่าง “เขื่อนเจ้าพระยา” จังหวัดชัยนาท บีบให้ต้องมีการปรับแผนบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือกับมวลน้ำก้อนใหญ่ที่กำลังเดินทางมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้
วิกฤตมวลน้ำเหนือทะลักนครสวรรค์แตะ 1,800 ลบ.ม./วิ
เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 วิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เตือนภัยด่วนว่า กรมชลประทานเตรียมปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อรองรับปริมาณน้ำเหนือจากพื้นที่ตอนบนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากฝนที่ตกสะสมต่อเนื่อง โดยเป็นไปตามมติคณะอนุกรรมการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
จากการติดตามและคาดการณ์ปริมาณน้ำในช่วงวันที่ 23–25 กันยายน 2569 พบว่า
- ปริมาณน้ำที่สถานี C.2 นครสวรรค์ อาจเพิ่มขึ้นสูงสุดประมาณ 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม./วินาที)
- ประกอบกับปริมาณน้ำจากลำน้ำสาขาที่คาดว่าจะมีประมาณ 300–400 ลบ.ม./วินาที
- ส่งผลให้มีปริมาณน้ำที่สถานี C13 เขื่อนเจ้าพระยาประมาณ 2,100–2,200 ลบ.ม./วินาที
“กรมชลประทานจึงมีความจำเป็นต้องทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 2,000 ลบ.ม./วินาที เพื่อบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น“
— กรมชลประทาน ระบุ
เปิดพิกัดเสี่ยงภัย! ท้ายเขื่อนน้ำขึ้น 0.70–1.20 เมตร เตือน 7 อำเภออยุธยา
การปรับเพิ่มการระบายน้ำในครั้งนี้ จะส่งผลให้ระดับน้ำบริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยาปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วประมาณ 0.70–1.20 เมตร โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อยที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำ
พื้นที่เฝ้าระวังพิเศษในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 7 อำเภอ ได้แก่
- อำเภอเสนา
- อำเภอผักไห่
- อำเภอบางบาล
- อำเภอพระนครศรีอยุธยา
- อำเภอบางปะอิน
- อำเภอบางไทร
- พื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำน้อยและพื้นที่ใกล้เคียง

กำชับรับมือ 24 ชั่วโมง หากต้องเพิ่มการระบายพร้อมแจ้งเตือนทันที
กรมชลประทานขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการเรือและกิจการริมแม่น้ำ รวมถึงประชาชนที่อาศัยอยู่สองฝั่งแม่น้ำในพื้นที่เสี่ยงภัยดังกล่าว และพื้นที่ลุ่มต่ำ ติดตามข่าวสารสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจต้องขนย้ายสิ่งของและทรัพย์สินขึ้นที่สูงเพื่อป้องกันความเสียหาย
ทั้งนี้ กรมชลประทานจะติดตามประเมินสถานการณ์น้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง หากมีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มอัตราการระบายน้ำมากกว่าเกณฑ์ดังกล่าว จะเร่งประสานงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแจ้งเตือนประชาชนให้ทราบล่วงหน้าโดยเร็วที่สุด





