น้ำเหนือเพิ่มต่อเนื่อง เขื่อนเจ้าพระยาจำเป็นต้องเร่งระบาย
กรมชลประทานแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา หลังช่วงวันที่ 19–20 กันยายน มีฝนตกหนักในพื้นที่ตอนบน โดยเฉพาะ จังหวัดแพร่ เชียงราย กำแพงเพชร และสุโขทัย มากกว่า 100 มิลลิเมตร ส่งผลให้ปริมาณน้ำท่าในลำน้ำสายต่างๆ เพิ่มขึ้น ก่อนจะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างและมารวมกันบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้กรมชลประทานต้องปรับแผนบริหารจัดการน้ำ เพื่อควบคุมระดับน้ำเหนือเขื่อนและรองรับมวลน้ำจากพื้นที่ตอนบนที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ล่าสุด 21 กันยายน 2569 เวลา 06.00 น. สถานีวัดน้ำ C.2 จังหวัดนครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่าน 1,377 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ระบายน้ำอยู่ที่ 990 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ทยอยเพิ่มระบายแตะ 1,200 ลบ.ม./วินาที
กรมชลประทานจะทยอยเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา โดยเริ่มตั้งแต่ 09.00 น. วันที่ 21 กันยายน จากอัตรา 990 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเพิ่มขึ้นประมาณชั่วโมงละ 25 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จนถึง 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในเวลา 17.00 น. ก่อนคงอัตราดังกล่าวต่อเนื่อง
การระบายในระดับ 1,000–1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็นการเตรียมพื้นที่รองรับน้ำหลากจากตอนบน พร้อมควบคุมระดับน้ำเหนือเขื่อนให้เหมาะสมกับสถานการณ์
จากการคาดการณ์ของกรมชลประทาน ในช่วง 1–9 วันข้างหน้า วันที่ 29 กันยายน ที่สถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ อาจมีน้ำไหลผ่านประมาณ 1,400–1,450 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีน้ำจากลำน้ำสาขาอีกประมาณ 150–200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอาจอยู่ที่ประมาณ 1,550–1,650 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
พื้นที่ไหนต้องจับตา?
สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือพื้นที่ ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ บริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่
- อำเภอเสนา
- อำเภอผักไห่
- อำเภอบางบาล
- อำเภอพระนครศรีอยุธยา
- อำเภอบางปะอิน
- อำเภอบางไทร
กรมชลประทานประเมินว่า หากระบายน้ำท้ายเขื่อนในอัตรา 1,000–1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำบริเวณดังกล่าวอาจ เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 0.50–1.50 เมตร
อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำตามการประเมินดังกล่าว ยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนที่อยู่ภายในคันกั้นน้ำ แต่ประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำ ริมแม่น้ำ พื้นที่นอกคันกั้นน้ำ และพื้นที่ท้ายเขื่อน ควรเตรียมพร้อมรับมือกับระดับน้ำที่อาจเพิ่มขึ้น

11 จังหวัด รวมกรุงเทพฯ เฝ้าระวังน้ำเจ้าพระยา
กรมชลประทานได้แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา 11 จังหวัด ได้แก่
อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ลพบุรี ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร
พร้อมขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนที่อาศัยอยู่ริม แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด
จับตา “น้ำเหนือ” ต่อจากนี้
กรมชลประทานได้สั่งการให้โครงการชลประทานทุกแห่งติดตามทั้ง ปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบน ปริมาณฝน ปริมาณน้ำท่า และระดับน้ำตามสถานีตรวจวัดต่างๆ พร้อมปรับแผนการบริหารจัดการน้ำตามสถานการณ์
หากปริมาณน้ำเหนือเพิ่มขึ้นจนทำให้มีน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยามากกว่า 1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที กรมชลประทานระบุว่าจะเร่งแจ้งข้อมูลและแนวทางรับมือให้ประชาชนทราบต่อไป
อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำดังกล่าว กรมชลประทาน จึงขอแจ้งเตือนพื้นที่ 11 จังหวัดในลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำน้อย เฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด




