ส่องไทม์ไลน์วิกฤต ‘โลกเดือด+เอลนีโญ’ จากนี้ไปไทยจะเจออะไรบ้าง?

18 ส.ค. 2569 - 11:18

  • WMO ชี้ El Niño กำลังแรงขึ้น จุดพีคอยู่ช่วงปลายปี 2569

  • อ.ธรณ์ เปิดไทม์ไลน์ 6 ช่วงวิกฤต จากฝนแปรปรวน สู่ภัยแล้ง ความร้อน ไฟป่า และทะเลร้อน

  • อ.เสรี เตือน El Niño จบ ไม่ได้แปลว่าวิกฤตจบ ไทยต้องวางแผนรับมือถึงปี 2570

ส่องไทม์ไลน์วิกฤต ‘โลกเดือด+เอลนีโญ’ จากนี้ไปไทยจะเจออะไรบ้าง?

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกจับตา Strong El Niño เร่งตัวปลายปี นักวิชาการไทยเปิดไทม์ไลน์ 2569–2570 ไทยรับแรงกระแทก 6 ระลอก น้ำแล้ง-ร้อนจัด-ไฟป่า-PM2.5-ทะเลเดือด และผลกระทบที่ลากยาวถึงกลางปีหน้า

El Niño ครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่ “ภัยแล้ง”

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) กำลังจับตาการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิอากาศโลกอย่างใกล้ชิด หลังพบว่า El Niño ปี 2569 พร้อมพัฒนาไปสู่ระดับที่รุนแรงขึ้น โดยรายงานล่าสุด ระบุว่า “Strong El Niño” มีแนวโน้มทวีความรุนแรงในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม ขณะที่แบบจำลองส่วนใหญ่ชี้ว่าเหตุการณ์มีแนวโน้มเข้าใกล้จุดสูงสุดในช่วงปลายปี

ตัวเลขที่ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องคือ ความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในพื้นที่ติดตามสำคัญของแปซิฟิกอาจสูงเกิน 2.9 องศาเซลเซียสในช่วงดังกล่าว ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าอุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้น 2.9 องศา แต่สะท้อนความร้อนผิดปกติในเขตมหาสมุทรที่เป็นหัวใจของการก่อตัวของ “เอลนีโญรุนแรง” ที่ไม่ได้แปลว่า “แล้ง” เพียงอย่างเดียว แต่สามารถทำให้รูปแบบฝนและอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติ บางพื้นที่อาจเผชิญฝนทิ้งช่วง ขณะที่บางพื้นที่กลับเจอฝนหนักและน้ำท่วมฉับพลัน

เมื่อปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นบนโลกที่ร้อนขึ้นอยู่แล้ว ความเสี่ยงจึงไม่ได้เกิดขึ้นเป็นเรื่องๆ แต่จะต่อเนื่องกันเป็น “ปฏิกิริยาลูกโซ่”

green-space-el-nino-thailand-water-crisis-source-water-decline-41-provinces-risk-shortage-SPACEBAR-Thumbnail.jpg

โลกเดือด+เอลนีโญ จากนี้ไปไทยจะเจออะไรบ้าง?

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านนิเวศทางทะเล มองเอลนีโญรอบนี้เป็นปรากฏการณ์ที่ต้องติดตามต่อเนื่องเป็นช่วงเวลา เพราะผลกระทบจะไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมด แต่จะค่อยๆ เปลี่ยนจากความแปรปรวนของฝน ไปสู่ปัญหาน้ำ ความร้อน ไฟป่า ฝุ่น และท้ายที่สุดคือผลกระทบต่อทะเลและระบบนิเวศชายฝั่ง

ช่วงที่ 1 มิถุนายน–กรกฎาคม 2569

ผศ.ดร.ธรณ์ มองว่าตั้งแต่เดือนมิถุนายน–กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นช่วงที่เอลนีโญเริ่มต้นและเริ่มส่งผลกระทบบ้างแล้ว เช่น พายุไต้ฝุ่นหลายลูกในทะเลจีนใต้ อากาศร้อนจัดในญี่ปุ่น น้ำท่วมฉับพลันในจีน ฯลฯ รวมถึงฝนที่ตกน้อยกว่าปกติในหลายพื้นที่ของประเทศไทย เช่น ภาคใต้ ภาคกลาง และบางส่วนของภาคอีสาน  

ช่วงที่ 2 สิงหาคม-ตุลาคม 2569

เริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม เอลนีโญจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นซูเปอร์เอลนีโญในช่วงเดือนตุลาคม แต่ยังไม่ถึงจุดพีค สิ่งที่เราจะเจอคือความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงยิ่งขึ้น บางแห่งอาจแทบไม่มีฝน ขณะที่บางแห่งอาจเกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน  

นี่เป็นช่วงของความปั่นป่วนที่เราต้องติดตามการพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด และพยายามเก็บต้นทุนน้ำไว้ให้มากที่สุด รวมถึงอัปเดตสถานการณ์และวางแผนรับมืออย่างต่อเนื่อง เพราะ “ของจริงกำลังจะมา”

ช่วงที่ 3 พฤศจิกายน 2569-มกราคม 2570

ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม จะเป็น “จุดพีคของซูเปอร์เอลนีโญ” ฤดูฝนน่าจะสิ้นสุดเร็วกว่าปีก่อน แต่อาจมีไต้ฝุ่นจากทะเลจีนใต้เข้ามาเป็นระยะ ได้แต่ภาวนาว่าอย่าเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังต้องระวังฝนตกหนักและลมแรงแบบฉับพลัน แม้ไม่มีพายุเคลื่อนเข้ามาโดยตรง เราคงมี “ฤดูหนาวที่หนาวน้อยกว่า” และแห้งแล้งกว่าปีก่อน การเก็บน้ำคงยากกว่าปกติ จึงควรดูแลต้นทุนน้ำให้เพียงพอตั้งแต่ช่วงที่สอง  

ช่วงนี้ยังเข้าสู่ฤดูฝุ่นในบางพื้นที่ อากาศที่แห้งกว่าปกติจะทำให้เกิด “ฝุ่น” ได้ง่าย พื้นที่ที่ประสบปัญหาฝุ่นเป็นประจำจึงต้องเตรียมรับมือ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่แพ้ฝุ่น ควรเตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ เชื่อว่าฤดูฝุ่นครั้งนี้จะรุนแรงมาก

ช่วงที่ 4 กุมภาพันธ์-เมษายน 2570

ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน เป็นช่วงที่เอลนีโญลดความรุนแรงลง แต่ผลกระทบต่อประเทศไทยยังคงอยู่ และอาจรุนแรงกว่าช่วงก่อนๆ เพราะเข้าสู่ฤดูร้อนและฤดูแล้งอย่างเต็มที่

“ไฟป่า” ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานจะเกิดขึ้นได้ง่ายเป็นพิเศษ เนื่องจากป่าแห้งแล้ง ต้นไม้ไม่สมบูรณ์ และกิ่งใบที่ร่วงหล่นกลายเป็นเชื้อไฟปริมาณมาก การดับไฟป่าในช่วงที่อากาศแห้งจัดเป็นไปได้ยาก ผลกระทบจากไฟป่าและฝุ่นในภาคเหนือจึงน่าจะรุนแรงเป็นพิเศษ

สำหรับกลุ่มเปราะบาง อาจต้องวางแผนอพยพชั่วคราว หากปริมาณฝุ่นอยู่ในระดับที่เป็นอันตราย นอกจากนี้ เอลนีโญยังทำให้อากาศร้อนและแห้งแล้งยาวนานขึ้น ฤดูไฟป่าและฝุ่นอาจยาวนานกว่าปกติ

ในส่วนของต้นทุนน้ำ หากฝนยังไม่มา จำเป็นต้องดูแลการใช้น้ำอย่างระมัดระวัง เพราะผลกระทบจากเอลนีโญอาจทำให้ฝนมาช้ากว่าปกติ และอาจจำเป็นต้องวางแผนการใช้น้ำล่วงหน้าไปจนถึงเดือนมิถุนายน

สำหรับอากาศร้อน ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ได้รับผลกระทบสูงสุด อุณหภูมิที่รู้สึกได้ในบางพื้นที่อาจสูงเกิน 50 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานคร กลุ่มเปราะบางจึงควรระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง  

ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มขึ้นตามความร้อนของอากาศ เช่น ค่าไฟฟ้าจากการใช้เครื่องปรับอากาศ และค่าน้ำที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นช่วงที่ขาดแคลนน้ำมากที่สุดของปี ประกอบกับผลกระทบสะสมจากเอลนีโญที่ทำให้ต้นทุนน้ำมีน้อย

florida-coral-extinction-heat-wave-2023-1.jpeg

ช่วงที่ 5 พฤษภาคม-มิถุนายน 2570

ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน เป็นช่วงที่เอลนีโญสิ้นสุดลงแล้ว แต่ผลกระทบยังคงอยู่ โดยเฉพาะในทะเล ซึ่งจะเป็นช่วงที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

อุณหภูมิน้ำทะเลอาจร้อนจนทำลายสถิติในหลายปีที่ผ่านมา โดยอาจสูงถึง 34.5 องศาเซลเซียสที่ระดับความลึก 3 เมตรบริเวณแนวปะการัง และเป็นช่วงที่ปะการังฟอกขาวรุนแรงที่สุด รวมถึงส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอื่นๆ เช่น แหล่งหญ้าทะเลและสัตว์น้ำชายฝั่ง

ช่วงนี้ผู้ที่ประกอบอาชีพเกี่ยวข้องกับทะเลต้องวางแผนอย่างรอบคอบ ทั้งการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ซึ่งอาจประสบปัญหาน้ำร้อนจนปลาตาย การประมงพื้นบ้าน ซึ่งสัตว์น้ำอาจหนีออกจากชายฝั่ง และภาคการท่องเที่ยว ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากปะการังฟอกขาวและการปิดแหล่งท่องเที่ยว

ขณะที่บนบกอาจยังได้รับผลกระทบจากความร้อนและความแห้งแล้งอยู่บ้าง ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับว่าฝนจะกลับมาเร็วเพียงใด

หากพิจารณาจากสถานการณ์เอลนีโญในช่วงปี 2566–2567 หลังจากปรากฏการณ์เอลนีโญสิ้นสุดลงในเดือนกุมภาพันธ์และเข้าสู่ภาวะเป็นกลาง เราพบว่าฝนเริ่มมาในเดือนมิถุนายน ช่วยบรรเทาความแห้งแล้งและอากาศร้อน รวมถึงลดอุณหภูมิน้ำทะเลลงอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม เอลนีโญที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงปี 2569–2570 มีความรุนแรงมากกว่า ผลกระทบจึงอาจยาวนานกว่า ได้แต่หวังว่าสภาพภูมิอากาศและท้องทะเลจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายในเดือนมิถุนายน มิฉะนั้น เราอาจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง  

ช่วงที่ 6 ครึ่งหลังของปี 2570

คือช่วงที่โลกอาจกลับเข้าสู่ “ภาวะเป็นกลาง” ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศจะลดลง จากนั้นเราจะเข้าสู่ลานีญา ซึ่งทำให้ประเทศไทยมีฝนมากขึ้นและอากาศหนาวเย็นลง 

อย่างไรก็ตาม เรายังไม่สามารถบอกได้ว่าโลกจะอยู่ในภาวะเป็นกลางนานเพียงใดก่อนเข้าสู่ “ลานีญา” ได้แต่หวังว่าการเปลี่ยนเฟสจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป มิฉะนั้น หากสภาพภูมิอากาศสวิงไปมาอย่างรวดเร็ว ปรากฏการณ์ต่างๆ จะยิ่งรุนแรงขึ้นและส่งผลกระทบต่อประเทศไทยมากขึ้น  

ยิ่งอุณหภูมิโลกเข้าใกล้หรือสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสมากเท่าไร ทุกอย่างในโลกก็ยิ่งปั่นป่วนมากขึ้น ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญที่เรากำลังจะเจอเป็นเพียงการชิมลาง  

“ในอนาคตอันใกล้ เราจะเผชิญปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้วเช่นนี้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ ตราบใดที่ก๊าซเรือนกระจกปริมาณมหาศาลยังคงถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศทุกวัน Road to Decarbonization อาจจะต้องเปลี่ยนชื่อคอลัมน์เป็น Highway to Hell ก็ได้”

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านนิเวศทางทะเล ระบุ

อ.เสรีชี้โจทย์ใหญ่ไทย “การ์ดต้องไม่ตก” 

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ จากศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต เสนอให้ประเทศไทยเตรียม Roadmap รับแรงกระแทกจากสภาพอากาศสุดขั้วในปี 2570 โดยเฉพาะการเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องน้ำ ดังนี้

การ์ดต้องไม่ตก ภูมิต้านทานเรามีขนาดไหนกับอดีตความเสียหาย และความสูญเสียจากปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 2558-2559 (กว่า 80,000 ล้านบาท) และ ปี 2566-2567 (ครึ่งแรกกว่า 40,000 ล้านบาท ครึ่งหลังกว่า 50,000 ล้านบาท)

green-space-analysis-global-warming-el-nino-thailand-impact-2026-2027-SPACEBAR-Photo01.png

เอลนีโญในปี 2570 จะเป็นปีที่ไม่เคยเจอ แผน และมาตรการต่างๆที่รองรับทุกปี ไม่เพียงพอ เห็นได้จากกกลุ่มประเทศยุโรป และเอเชียตะวันออก ที่มีข้อมูล และแผนการจัดการที่ดี แต่กำลังได้รับผลกระทบที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ มีการประเมิน GDP ของกลุ่มสหภาพยุโรปจะติดลบประมาณ 1% หรือประมาณ 7 ล้านล้านบาท ดังนั้น แผนที่นำทาง หรือ Roadmap สำหรับประเทศไทยจึงมีความสำคัญมาก

“สิ่งที่ต้องเรียนรู้คือความผิดพลาดในการจัดการน้ำด้านอุปทาน (ต้องการเท่าไร ก็หาเพิ่มให้ ทั้งๆที่เราไม่สามารถเพิ่มฝนได้ หรือเพิ่มน้ำได้ตามความต้องการ) หรือพอเกิดน้ำท่วมก็สร้างพนังกั้นน้ำ คลองผันน้ำไล่น้ำออก แทนที่จะประเมินความต้องการที่แท้จริง (การจัดการน้ำด้านอุปสงค์) มีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผล (ทำไมชาวนา ยิ่งทำนา ยิ่งจน ทำมาก ได้น้อย) สร้างความยั่งยืนในอนาคต รวมทั้งการหาที่ให้น้ำอยู่ แทนการแย่งที่น้ำจนกระทบไปทั่วทุกหนแห่ง”

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ระบุ

เอลนีโญกำลังทดสอบภูมิคุ้มกันของประเทศไทย

หากมองไทม์ไลน์ตั้งแต่กลางปี 2569 ถึงกลางปี 2570 จะเห็นว่า “เอลนีโญ” สามารถลากผลกระทบจากฝนไปสู่น้ำ จากน้ำไปสู่การเกษตร จากความร้อนไปสู่พลังงานและสุขภาพ จากความแห้งแล้งไปสู่ไฟป่าและ PM2.5 และจากมหาสมุทรที่ร้อนไปสู่ปะการัง ประมง และการท่องเที่ยว

นี่คือเหตุผลที่ Climate Change ไม่สามารถแก้แบบแยกส่วนได้อีกต่อไป เพราะทั้ง SDG 6: เรื่องน้ำ SDG 2: เรื่องความมั่นคงทางอาหาร SDG 3: เรื่องสุขภาพ SDG: 11 เรื่องเมืองยั่งยืน SDG 13: เรื่อง Climate Action รวมถึง SDG 14 และ SDG 15 ล้วนเชื่อมโยงอยู่ในวิกฤตเดียวกัน

สุดท้ายแล้ว “เอลนีโญ” ครั้งนี้อาจผ่านไป แต่โลกที่ร้อนขึ้นยังอยู่กับเรา และนั่นคือวิกฤตที่ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือให้ไกลกว่าปี 2570

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์