ข่าวน้ำใต้ดินรั่วซึมเข้าสู่อุโมงค์ก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง บริเวณสถานีวงเวียนใหญ่ สร้างความกังวลให้กับประชาชนจำนวนมาก หลังพบการทรุดตัวของผิวทางและต้องอพยพประชาชนบางส่วนออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย การจราจรติดหนัก กระทบคุณภาพชีวิตคนเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

บทเรียนหมื่นล้านกับความไม่แน่นอนใต้ผิวเมืองหลวง
ข้อมูลจากกรมการขนส่งทางรางและการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ระบุว่า จุดเกิดเหตุอยู่ในพื้นที่ก่อสร้างสัญญาที่ 4 มูลค่าโครงการเกือบ 1.5 หมื่นล้านบาท ส่วนสาเหตุเบื้องต้นระบุว่าเกิดจากข้อบกพร่องของโครงสร้างคอนกรีตบริเวณฐานบ่อพักน้ำ ทำให้น้ำใต้ดินซึ่งมีระดับสูงกว่าหลังคาอุโมงค์ประมาณ 20 เมตร ไหลทะลักเข้าสู่พื้นที่ก่อสร้างด้วยแรงดันสูง จนปริมาณน้ำมากกว่าศักยภาพของระบบสูบน้ำปกติ วิศวกรจึงต้องเพิ่มกำลังสูบน้ำเป็น 100 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง พร้อมฉีดคอนกรีตผสมสารเกาะตัวเพื่อหยุดการรั่วซึม
ล่าสุดกรมการขนส่งทางรางยืนยันว่า สามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว และยังไม่พบผลกระทบต่อโครงสร้างอุโมงค์หลัก รวมทั้งการตรวจวัดอาคารโดยรอบด้วยเซนเซอร์ยังไม่พบการทรุดตัวที่มีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ตั้งคำถามสำคัญว่า โครงสร้างพื้นฐานใต้ดินของเมืองหลวงพร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่ซับซ้อนมากขึ้นเพียงใด?

Bangkok Clay พื้นที่กรุงเทพฯ ตั้งอยู่บนดินเหนียวอ่อนที่เปราะบาง
จากการศึกษาวิจัยพบว่า ดินในกรุงเทพมหานครประกอบด้วย Bangkok Clay เป็นชั้นดินเหนียวอ่อน ฝังตัวในที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ได้มาจากการตกทับถมของตะกอนแม่น้ำ และน้ำทะเลในยุค Holocene ความหนาโดยประมาณของชั้นดินเหนียวอ่อนด้านบน (Soft Clay) อยู่ราว 12-15 เมตร ซึ่งรับน้ำหนักสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ได้ไม่ดีนัก เวลาตั้งฐานรากเลยจำเป็นต้อง “เข็ม” ลงไปยังชั้นเหนียวแข็ง (Stiff clay) หรือชั้นทรายที่อยู่ลึกลงไป (Sand layer) ซึ่งอาจอยู่ระหว่าง 19-27 เมตรลงไป
โครงสร้างชั้นดิน (Stratigraphy) และการตกทับตะกอน ชั้นดินในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นชั้นดินตะกอน (Alluvial deposits) สลับระหว่างทรายและดินเหนียว (Clay) ซึ่งเฉพาะชั้นบนๆ มีความสำคัญมากต่อการก่อสร้างและการทรุดตัวของพื้นที่เมือง งาน “An Outline of the Upper Cenozoic Deposits in the Chao Phraya Basin” พบว่าสภาพชั้นดินเหล่านี้เป็นดินที่ยังไม่แข็งตัว หรือที่เรียกว่า Unconsolidated Deposits ความลึกหนาได้หลายร้อยเมตรในบางพื้นที่
แค่ “อุดรอยรั่ว” ยังไม่จบ คำเตือนจากวิศวกร
ศ.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ประเมินว่าแม้เหตุการณ์ครั้งนี้ยังไม่รุนแรงเท่ากับเหตุถนนทรุดบริเวณถนนสามเสน เมื่อปี 2568 แต่ยังต้องติดตามสัญญาณความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด
ปัจจัยแรกคือ การมีตะกอนดินหรือทรายปะปนมากับน้ำรั่วซึม เพราะอาจหมายความว่าชั้นดินกำลังถูกชะล้างลงสู่อุโมงค์
ปัจจัยต่อมาคือ อัตราการไหลของน้ำ หากยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอาจสะท้อนถึงแรงดันน้ำใต้ดินที่ยังไม่ลดลง ขณะเดียวกันยังต้องเฝ้าระวังการทรุดตัวของผิวถนนและการแตกร้าวของอาคารโดยรอบ
ในมุมของวิศวกรรม การฉีดคอนกรีตอุดรอยรั่วเป็นเพียงมาตรการแก้ไขเฉพาะหน้า สิ่งที่ควรดำเนินการในระยะยาว คือการตรวจสอบระบบกันซึมและรายละเอียดการก่อสร้างทั้งโครงการ เพื่อยืนยันว่าเป็นไปตามแบบและมาตรฐานทุกจุด ลดความเสี่ยงของเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันในอนาคต

เมืองใต้ดินของกรุงเทพฯ กำลังซับซ้อนขึ้น
กรุงเทพมหานครกำลังขยายโครงสร้างพื้นฐานใต้ดินอย่างต่อเนื่อง ทั้งระบบรถไฟฟ้า อุโมงค์ระบายน้ำ ระบบสาธารณูปโภค และโครงสร้างวิศวกรรมอื่นๆ ในขณะที่สภาพทางธรณีวิทยาของพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นดินเหนียวอ่อนสลับชั้นทราย และมีระดับน้ำใต้ดินค่อนข้างสูง
การก่อสร้างในสภาพแวดล้อมเช่นนี้จึงต้องอาศัยการออกแบบ การควบคุมคุณภาพ และระบบติดตามความปลอดภัยที่ละเอียดมากกว่าปกติ เพราะแรงดันน้ำใต้ดินเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อเสถียรภาพของงานก่อสร้างโดยตรง
เหตุการณ์ที่วงเวียนใหญ่จึงไม่ได้สะท้อนเพียงข้อบกพร่องเฉพาะจุด แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับการบริหารความเสี่ยงของ “โครงสร้างพื้นฐานใต้ดินทั้งระบบ”

Climate Resilience: เมื่อโลกเผชิญสภาพอากาศสุดขั้ว เมืองต้องออกแบบให้รับความไม่แน่นอน
แม้ไม่อาจเชื่อมโยงได้ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยตรง แต่หลายๆ เหตุการณ์ที่ใกล้เคียงกันจากทั่วโลก ทำให้นักวิทยาศาสตร์พุ่งไปที่ประเด็นเดียวกันว่า โลกกำลังเผชิญเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วบ่อยขึ้น โดยเฉพาะฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้น เรนบอมบ์ (Rainbomb) ฝนแช่ (Stationary Heavy Rain) ซึ่งส่งผลต่อการบริหารจัดการน้ำทั้งบนดินและใต้ดินอย่างแน่นอน
สำหรับเมืองขนาดใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ความท้าทายใหญ่กับการรับมือกับน้ำท่วมบนผิวถนน น้ำรอระบาย การจัดตั้งศูนย์จัดการและเฝ้าระวัง การเตือนภัยล่วงหน้า เริ่มเห็นการปรับตัว (Adaptation) ที่เป็นรูปธรรมและต้องให้กำลังใจคนทำงาน พี่ๆ หน้างาน รวมทั้งทีมบริหารที่ผลักดันเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของคนกรุงเทพฯ นอกจากการปรับตัว เรื่องของ Resilience หรือความสามารถในการฟื้นตัวและยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง คืออีกหนึ่งคำสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม ยังรวมถึงการทำความเข้าใจพลวัตของน้ำใต้ดิน แรงดันน้ำ และผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ลึกลงไปใต้เมือง
ในหลายประเทศ แนวคิดการออกแบบเมืองที่มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) ได้ขยายจากการจัดการน้ำท่วม ไปสู่การติดตามข้อมูลธรณีวิทยา ระดับน้ำใต้ดิน และระบบเฝ้าระวังโครงสร้างแบบเรียลไทม์ เพื่อให้สามารถคาดการณ์ความเสี่ยงได้ก่อนเกิดเหตุ

ความยั่งยืนของเมืองไม่ได้วัดแค่จำนวนรถไฟฟ้า
การลงทุนระบบรางถือเป็นหัวใจสำคัญของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคคมนาคม และเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals - SDGs) ด้านการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของชุมชน ความโปร่งใสในการบริหารความเสี่ยง และการปกป้องประชาชนที่อาศัยอยู่รอบพื้นที่ก่อสร้างด้วย
การติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดการทรุดตัวของอาคารและการติดตามข้อมูลทุกชั่วโมง ถือเป็นมาตรการที่สะท้อนว่าการเฝ้าระวังเชิงรุกกำลังมีบทบาทมากขึ้น อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้อาจนำไปสู่คำถามสำคัญว่า เมืองควรลงทุนกับระบบติดตามความเสี่ยงใต้ดินแบบถาวร และเชื่อมโยงข้อมูลด้านธรณีวิทยา วิศวกรรม และการจัดการเมืองเข้าด้วยกันมากกว่าที่เป็นอยู่หรือไม่
เพราะท้ายที่สุดแล้ว “เมืองยั่งยืน” ไม่ได้หมายถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ให้มากที่สุด แต่เป็นการทำให้ทุกโครงสร้างสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติและรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคตได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ทิ้งใคร (หรือแอบทิ้งอะไร) ไว้ข้างหลัง






