เจาะลึกตัวเลข Climate Risk Index ทำไมดัชนีความเสี่ยงลด แต่ภัยพิบัติกลับพุ่ง หรือประเทศไทยกำลังติดกับดักความเสี่ยงลวงตาในยุคโลกเดือด
ถอดรหัส Climate Risk Index
เมื่ออันดับโลกกลายเป็น ‘มายาคติ’
ตัวเลขดัชนีความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk Index: CRI) ล่าสุดจาก Germanwatch ที่ระบุว่าความเสี่ยงระยะยาวของประเทศไทยขยับจากอันดับ 9 (ช่วงปี 2000–2019) ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 30 (ช่วงปี 1993–2022) อาจทำให้หลายฝ่ายเผลอตระหนักผิดคิดว่าไทยกำลังจะ “พ้นขีดอันตราย”
ทว่า ในโลกของ Attribution Science วิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ผลกระทบจากโลกร้อน ชี้ว่าตัวเลขที่ลดลงไม่ได้หมายถึงความเสี่ยงที่น้อยลง หากแต่เกิดจากปัจจัยความเสียหายข้ามแดนที่รุนแรงกว่าในประเทศอื่น รวมถึงการปรับเปลี่ยนวิธีการประเมินที่ขยายช่วงเวลาประเมินจาก 20 ปี เป็น 30 ปี และเพิ่มตัวชี้วัดจำนวนประชากรที่ได้รับผลกระทบ
แต่ทันทีที่ส่องกล้องมองเฉพาะอันดับรายปี 2024 ความจริงที่น่ากลัวก็ปรากฏ เมื่อไทยทะยานขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 17 ของโลก (ก้าวกระโดดจากอันดับ 72 ในปี 2022) ตอกย้ำว่า ไทยกำลังเข้าสู่ “ยุคสภาพอากาศสุดขั้ว” อย่างเต็มรูปแบบ ชนิดที่ไม่มีเวลาเหลือให้ลังเลอีกต่อไป

น้ำท่วมหาดใหญ่-น้ำท่วมกรุงเทพฯ จุดบอดโครงสร้างพื้นฐานไทย
ปรากฏการณ์ฝนตกหนักทะลุกว่า 300 มิลลิเมตรต่อวันในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หรือที่เรียกว่าฝน 300 ปี ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุทางธรรมชาติ แต่เป็นสัญญาณเตือนตรงจากรูปแบบฝนที่เปลี่ยนไป
เกี่ยวกับประเด็นนี้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้กล่าวเน้นย้ำถึงสถานการณ์ดังกล่าวว่า
"นี่เป็นตัวอย่างเหตุการณ์สุดขั้ว ที่บ่งบอกว่าไทยไม่ได้ปลอดภัยอีกต่อไป"
อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมยังชี้อีกว่า ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในเมืองเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้นี้ ตอกย้ำชัดเจนว่าระบบโครงสร้างพื้นฐานของไทยยังไม่พร้อมรับสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น เมื่อสภาวะโลกเดือดทำให้เกิดปรากฏการณ์ “ระเบิดฝน” (Rain Bomb) ฝนแช่ หรือฝนที่ตกหนักช่วงสั้นๆ เกิดอุทกภัยเมือง (Urban Flood) เกือบทันที โครงสร้างพื้นฐาน ท่อระบายน้ำ และการผังเมืองแบบเดิมจึงไม่สามารถรองรับ “ความปกติใหม่” (New Normal) ได้อีกต่อไป

เชื่อมโยงกรอบ SDG จากความเปราะบางเชิงระบบ สู่ทางรอดความยั่งยืน
หากวิเคราะห์ผ่านเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (SDGs) สถานการณ์ CRI ของไทยกำลังสั่นคลอนรากฐานสำคัญใน 3 มิติ คือ
SDG 13 (Climate Action)
ไทยจำเป็นต้องยกระดับขีดความสามารถในการปรับตัว (Adaptation Capacity) โดยเฉพาะการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning Systems) ดังที่ ดร.พิรุณ ได้ระบุถึงแนวทางสำคัญไว้ว่า
“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเตรียมความพร้อมรับมือและการปรับตัวให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพระบบเตือนภัยล่วงหน้า ให้มีความแม่นยำ การสื่อสารที่เข้าถึงประชาชนอย่างทันท่วงที การพัฒนาระบบการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อช่วยลดอุณหภูมิโลก เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยและคนไทยมีภูมิคุ้มกันต่อภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ท่ามกลางภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต“
SDG 11 (Sustainable Cities and Communities)
โครงสร้างพื้นฐานและเมืองใหญ่ต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่แนวคิด Resilient City เมืองที่มีภูมิคุ้มกันและฟื้นตัวไว ด้วยการผสมผสาน Nature-based Solutions เช่น พื้นที่แก้มลิงธรรมชาติ และผังเมืองสีเขียว
SDG 1 (No Poverty) & SDG 10 (Reduced Inequalities)
สภาพอากาศสุดขั้วกระทบแบบไม่เท่าเทียม กลุ่มคนรายได้น้อย เกษตรกร และชุมชนเปราะบางคือผู้จ่ายราคาแพงที่สุดจากภัยแล้งและน้ำท่วม การสูญเสียต้นทุนชีวิตส่งผลให้เกิดวงจรอับจนข้ามรุ่น
ปลดล็อกกฎหมาย Climate Change ก้าวสำคัญสู่ Net Zero 2050
ความท้าทายในปัจจุบันทำให้รัฐบาลไทยไม่อาจใช้การรับมือแบบเกิดภัยแล้วค่อยแจกถุงยังชีพได้อีกต่อไป บทเรียนจากรายงาน CRI 2026 ได้กลายเป็นแรงขับดันสำคัญให้เกิดความเคลื่อนไหวเชิงนโยบายระดับประเทศอย่างจริงจัง
การผลักดัน พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เร่งรัดกฎหมายบังคับใช้เพื่อสร้างกลไกการบริหารจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรม
การขยับเป้าหมาย Net Zero เร็วขึ้น 15 ปี ประกาศผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ เร่งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) สู่ปี 2050 (เร็วขึ้นจากเดิมที่เคยตั้งไว้ในปี 2065 ถึง 15 ปี)
การยกระดับระบบเตือนภัยและแผน NAP เร่งติดตั้งและพัฒนาเครือข่ายเตือนภัยพิบัติโดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงสูง เดินหน้าแผนปรับตัวต่อ Climate Change แห่งชาติ (NAP) ร่วมกับ 6 ภาคส่วน พร้อมพัฒนาดัชนี CRI เวอร์ชั่นไทยรายจังหวัด เพื่อให้การประเมินความเสี่ยงและงบประมาณป้องกันตรงจุดยิ่งขึ้น

บทสรุปสำหรับอนาคต
สำหรับเรารายงาน Climate Risk Index ไม่ใช่แค่ตารางจัดอันดับเพื่อเปรียบเทียบความโชคร้ายของแต่ละประเทศ แต่มันคือ “เข็มทิศความเสี่ยง” ที่เตือนให้ไทยรู้ว่า…เวลาในการเตรียมพร้อมลดน้อยลงทุกที
การลดอันดับในมิติตัวเลขระยะยาวไม่ใช่เครื่องการันตีความปลอดภัย และอย่างที่อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมได้สะท้อนไว้ ประสบการณ์จากภัยพิบัติครั้งล่าสุดคือบทเรียนสำคัญว่า ประเทศไทยไม่สามารถรอให้ภัยพิบัติเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยตามแก้ไขได้อีกต่อไป





